Community Zone
ข้อควรทราบก่อนไปทำงานออสเตรเลีย
โดย : zgamez   (17 January 2012) จำนวนผู้เข้าชม 68991 คน

ครั้งก่อนผมแนะนำเวปไซต์ Fair Work Ombudsman ไปให้เพื่อนๆใน Thaiwahclub Facebook เพื่อจะได้รู้จักสิทธิ์ของตนเองในการทำงานในออสเตรเลีย และหน่วยงานที่ช่วยเหลือเราหากเราโดนเอาเปรียบครับ


เวปไซต์ของ Fair Work นี่ดีมากๆสำหรับคนที่คิดจะทำงานในออสเตรเลีย เพราะมีรายละเอียดทั้งเรทเงินที่ควรได้ สิทธิต่างๆที่เราพึงจะมี

ผมแนะนำให้ลองอ่านเวปนี้กันเยอะๆก่อนไปออสหรือศึกษาไว้บ้างก่อนเริ่มหางานได้ก็จะดีที่สุดครับ

ปัญหาที่ผมพบว่าหลายๆคนเป็นเหมือนกันถ้ายังไม่เคยไปอยู่ออสเตรเลีย คือจะนึกภาพไม่ออกว่าอะไรจะเป็นยังไง

ในบทความนี้ผมนำข้อมูลบางส่วนจากเวป Fair Work และประสบการณ์มาแชร์ให้ฟังกัน เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่าเราจะไปเจออะไร และต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง โดยแบ่งเป็น

หัวข้อดังนี้ครับ


ข้อควรทราบก่อนเริ่มหางาน

ก่อนที่เราจะเริ่มหางานใดๆ ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจอย่างละเอียดเกี่ยวกับสิทธิในการทำงานของตัวเองสำหรับประเภทของวีซ่าที่เราถืออยู่ครับ เช่น
Work and Holiday Visa : ทำงานได้ 6 เดือนต่อ 1 นายจ้าง / ไม่จำกัดชม.การทำงานต่อสัปดาห์
สำหรับความหมายของ 6 เดือนนี่หมายถึงว่านับตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มทำงาน นับไป 6 เดือนนะครับ การที่เราจะบอกว่า เราทำเป็น Casual ทำไปเดือนนึง แล้วไม่มีงานไปอีกเดือนนึง เพิ่งได้มาทำต่อ เดือนที่ไม่ได้ทำงานก็ต้องถือว่านับไปด้วยครับ
การที่เราหยุดทำงานกับนายจ้างนึงไปโดยไปทำที่อื่น เช่น
ตอนแรกทำงานร้านอาหารในเมืองอยู่ ทำได้สามเดือน พอถึงฤดูกาลก็ขึ้นเขาไปทำงานสกีรีสอร์ท หรือไปทำงานฟาร์มอีกสามเดือนแล้วพอกลับมาในเมืองพบว่าที่ร้านอาหารยังต้องการคนอยู่ จะไปทำอีกสามเดือนก็ไม่ได้แล้วครับ

Student Visa : ทำงานได้ 20 ชม.ต่อสัปดาห์ (และจะเปลี่ยนเป็น 40 ชม.ต่อ 2 สัปดาห์เร็วๆนี้) ไม่จำกัดระยะเวลาทำงานต่อนายจ้าง
โดยในช่วงปิดเทอมผู้ถือวีซ่านักเรียนสามารถทำงานได้ full-time ครับ

สำหรับผุ้ถือวีซ่านักเรียนบางครั้งก็อาจจะได้ยิน(ใครก็ไม่รู้บอก)ว่าวีคนึงทำเกิน 20 ชม.ได้ เพราะบางวีคเราไม่ได้ทำเค้าคิดเฉลี่ยๆเอา
อันนั้นไม่จริงนะครับ ถ้าเกินก็คือเกินก็คือผิด เพียงแต่ว่าจะโดนจับได้หรือไม่นั่นอีกเรื่องนึง


Student Independent Visa : หรือวีซ่าผู้ติดตามนักเรียน ปกติแล้วสามารถทำงานได้เท่ากับนักเรียนคือ 20 ชม.ต่อสัปดาห์
แต่สำหรับผู้ถือวีซ่าติดตามนักเรียนป.โท และป.เอกสามารถทำงานได้ full-time ตลอดไม่ว่าจะช่วงเปิดหรือปิดเทอมของผู้ถือวีซ่าหลักครับ

หลังจากทราบข้อจำกัดในการทำงานของวีซ่าตัวเองแล้ว เราก็ควรจะมารู้ถึงสิ่งที่เราควรจะได้รับหากทำงานที่จ้างเราตามกติกาถูกต้องตามกม.ของออสเตรเลียครับ


ลักษณะการจ้างงาน
ในออสเตรเลียเราแบ่งประเภทของการจ้างงานออกเป็นสามประเภทหลักๆได้แก่


1) Full-time employee :
โดยทั่วไปจะต้องทำงานประมาณ 38 ชม.ต่อสัปดาห์ ผู้ที่ถูกจ้างแบบ full time ควรจะได้ benefits ต่างๆเช่น paid annual leave / sick leave / maternity leave / holiday pay (เช่น ช่วงที่หยุดงานก็ต้องได้รับค่าจ้างปกติ – ทั้งนี้ทั้งนั้นเค้าก็จะมีกำหนดนะครับ ว่าต้องทำไปนานเท่าไหร่ถึงจะเริ่มใช้สิทธิ์เหล่านี้ได้ ไม่ใช่เข้าไปทำวันแรกขอ annual leave วันถัดไปเลยเป็นต้น)


2) Part-time employee :
จะทำงานเป็นจำนวนชม.ที่น้อยกว่า full-time แต่มักจะได้ benefits เหมือนๆกัน โดยจะคำนวนเป็นสัดส่วนกันไปหรือที่เรียกว่า Pro rata ครับ
โดยปกติแล้วการทำงานเป็นกะ เป็นชิฟท์ที่แน่นอนมักจะเป็น part-time ครับ


3) Casual employee :
จะทำงานนับเป็นชม. หรือวัน โดยจะมีความเสี่ยงของการที่ไม่มีงาน ไม่ได้มีการการันตีให้จากทางหัวหน้าเท่ากับสองแบบข้างต้น และคนที่ทำ casual ก็มักจะไม่ได้ benefits ต่างๆ ถ้าป่วย หรือถ้าลาก็ไม่ได้เงินในวันนั้นๆไป หรือเรียกว่าเป็นลูกจ้างรายวันก็ไม่ผิดนัก

อย่างไรก็ตามการทำงาน Casual มักจะได้เงินสูงกกว่า Part-time/ Full-time พอสมควรหากหารมาเป็นค่าจ้างต่อชม. เพราะต้องรับความเสี่ยงเยอะกว่าครับ

โดยปกติแล้วสำหรับเด็ก WAH หรือนักเรียน งาน casual ที่นิยมจะเป็นงานที่เป็นตามฤดูกาล เช่น แพกเชอร์รี่ แพกหนังสือในโรงงานเพราะมีงานเร่ง งานเหล่านี้อาจจะมีไปเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงที่เก็บเงินได้ดีครับ


นอกจากนั้นการจ้างงานอีกประเภทที่ควรรู้เรียกว่า Contracting ครับ คือการจ้างงานเป็นกันเป็นงานๆกันไป เหมือนเป็นผู้ประกอบการณ์อิสระ โดยปกติแล้วการทำงานแบบ contracting นี่คือการที่บริษัทหนึ่งไปจ้างอีกบริษัทหนึ่งทำงานครับ (คือทั้งสองฝ่ายมี business identity)
การที่เราจะมี business identity ได้เราต้องสมัครหมายเลข Australian Business Number หรือ ABN ครับ
สำหรับผู้ที่สนใจขอ ABN ลองอ่านบทความเรื่อง ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ ABN โดยเจ๊ดอสครับ :)


***สำหรับในเวป Fair Work เองเตือนไว้ว่า
นายจ้างบางคนก็สร้างความสัมพันธ์ให้การจ้างงานให้ดูเหมือนว่าเป็น contracting เป็นการจ้างงานระหว่างบริษํทกับ business อื่นๆ แต่จริงๆแล้วเป็นการจ้างงานเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ ภาษี และผลประโยชน์ต่างๆของลูกจ้าง เช่น annual leave หรือ sick leave ซึ่งการกระทำเหล่านี้เรียกรวมๆว่า Sham contracting ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายครับ


ประเภทของงาน :

คำถามแรกที่เรามักจะถามตัวเองเมื่อจะไปทำงานต่างประเทศ คือ “เราจะทำไปทำงานอะไรดี” และคำถามที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ “มีงานอะไรให้เราทำบ้าง”
จริงๆแล้วงานก็มีอยู่เกือบทุกประเภทที่เราทำได้ในไทย (แต่เรามักจะไม่ได้ทำในไทยและมองข้ามไป) Fair Work แบ่งประเภทของงานในที่นี้จะแบ่งออกตาม Award ( Award จะเป็นตัวแบ่งตามประเภทของงานตามกฎหมายว่าเราถูก cover โดย award ใด เช่น Fast Food Award ก็จะบอกประเภท และระดับของการจ้างงาน และเงินเดือน ของร้าน Fast Food เป็นต้น) แต่ในที่นี้ผมขอเล่าถึงลักษณะของงานประเภทต่างๆแบบคร่าวๆให้ฟังครับ ( Fair Work แบ่งประเภทงานออกเป็น 9 ประเภท ผมขออธิบายเฉพาะประเภทหลักๆที่เห็นทั้งเด็ก WAH และนักเรียนทำอยู่บ่อยๆนะครับ)


Hospitality

เป็นงานสุดฮิตประเภทหนึ่ง หมายรวมถึงงานบริการ ซึ่งฟังดูกว้างมาก ขอแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคร่าวๆดังนี้ครับ
1.Restaurants and Cafes : ร้านอาหารต่างๆ และร้านกาแฟ

ผมขออธิบายคร่าวๆในส่วนงานร้านอาหาร เพราะงานร้านกาแฟ คุณดาวเค้าเขียนแชร์ประสบการณ์การทำงานและประเภทของงานต่างๆไว้ในเวป Beyond Study Center แล้วในบทความ งานร้านกาแฟในออสเตรเลีย ครับ


สำหรับร้านอาหารทั่วไป จะแบ่งตำแหน่งออกเป็น สองประเภทหลักๆ คือ Kitchen Staff กับ Front Staff
Kitchen Staff ผมขออธิบายตำแหน่งคร่าวๆของ Kitchen staff ในร้านอาหารไทยซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ เวลาไปทำร้านฝรั่งจะได้พอเห็นภาพเช่นกันครับ

Dish Washer : หมายถึงตำแหน่งล้างจาน เป็นตำแหน่งที่ดูเหมือนจะง่ายที่สุด แต่ถ้าไม่เคยทำมาจะได้รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะล้างให้ทัน เร็ว และสะอาด เป็นตำแหน่งที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรที่ซับซ้อนมาก ล้างให้ทัน เตรียมของ หรืออาจจะหุงข้าวให้ทันตามที่ได้รับมอบหมายก็ถือว่าโอเคแล้ว หลายๆครั้งมักจะต้องรับผิดชอบการทิ้งขยะ และงานจิปาถะอื่นๆที่อาจจะเลอะเทอะหน่อยแถมมาด้วยตามสมควรครับ

Kitchen Hand : เป็นตำแหน่งผู้ช่วยในครัว โดยปกติทำหน้าที่หั่นผัก หั่นเนื้อ เตรียมของให้กับ Chef ร้านไทยบางร้านบางทีก็ใช้ตำแหน่งนี้ปนๆกันไปกับ Dish Washer ในร้าน

Entrée Maker :
หรือเรียกกันว่ามือ entrée (ออง-เทร) คำว่า Entrée ก็จะเหมือนกับ Appetizer ใน America ซึ่งหมายถึงของว่างก่อนมื้ออาหาร
ในร้านอาหารไทยจะมีเมนู Entrée ที่ฮิตๆได้แก่ ปอเปี๊ยะ (Spring rolls) , ทอดมัน (Fish cake) , สะเต๊ะ (Satay)

บางร้านที่ยุ่งๆ คนที่ทอดหรือทำ Entrée ก็จะทอดจะทำอยู่อย่างนั้นแหละ จัดอาหารให้ทันกับความต้องการของลูกค้าและควบคุมให้คุณภาพอาหารออกมาโอเค ไม่ไหม้เกินไป ไม่ทอดออกมาแล้วไม่สุก และจัดหน้าตาให้โอเค

Curry Hand : หรือเรียกกันว่ามือแกง ทำหน้าที่ทำอาหารประเภทแกง ต่างๆ เช่น แกงเขียวหวาน ต้มยำ ต้มแซ่บ แกงแดง แกงเหลืองว่ากันไป โดยทั่วไปตามร้านต่างๆจะมีสูตรแกงให้เราปรุงอยู่ด้วยครับ

Chef : อาหารไทยในต่างแดนที่ฮิตๆกันคือ อาหารจำพวก Stir-fry ได้แก่ ผัดต่างๆ เช่น ผัดไท ผัดซีอิ๊ว ผัดกะเพรา เป็นต้น เชฟหรือที่บางที่ก็มีตำแหน่งมือผัด ไว้สำหรับทำอาหารจานฮิตพวกนี้ครับ ในร้านอาหารเชฟจะเปรียบได้เหมือนกับกัปตันบนเครื่องบินที่ต้องรับผิดชอบเยอะกว่าคนอื่นพอสมควร ดังนั้นรายได้ก็จะสูงไปด้วยครับ

หลังจากดูฝ่ายในครัวกันไปแล้ว ไปดู Front staff กันบ้าง


Wait staff : หรือพนักงานเสริฟ โดยหลักๆแล้วจะทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้า รับออเดอร์ คอยบริการลูกค้า ซึ่งจะต้องบริการมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับลักษณะของร้านว่าเป็นร้านแบบทำนองอาหารตามสั่ง หรือว่าเป็นร้าน fine-dining
Wait staff ควรจะต้องมีภาษาอังกฤษที่โอเคประมาณนึง อาจจะมีลุคที่ดูสะอาดสะอ้าน รู้จักประเภทของอาหาร และส่วนประกอบของแต่ละรายการ เป็นตำแหน่งที่ต้องติดต่อพูดคุยกับลูกค้า และต้องแก้ปัญหาเยอะพอสมควร

Cashier & Reception: แคชเชียร์ก็จะทำหน้าที่คิดเงินเป็นหลัก บางร้านที่ไม่วุ่นมามากก็จะให้ Cashier รับโทรศัพท์ไปด้วย งานรับโทรศัพท์เป็นงานที่อาศัยสกิลการฟังค่อนข้างมาก เพราะว่านอกจากต้องฟังรายละเอียดที่ลูกค้าค้องการแล้ว บางร้านที่มีบริการ Home delivery service ก็จะต้องจดที่อยู่ จดรายการอาหาร ชื่อให้ถูกต้องทั้งหมดด้วย (เพราะถ้าผิดกันทีก็จะวุ่นติ้วเลย)

Runner : ในร้านที่ยุ่งจัดๆ Runner จะเป็นคนรันอาหารอย่างเดียว รับอาหารจากในครัวไปลงโต๊ะนั้นโต๊ะนี้ runner เองก็ต้องอาศัยความจำที่ดี ไม่ลงอาหารให้ผิดโต๊ะเหมือนกันครับ ไม่งั้นถ้าคิวออเดอร์รวมมาทีก็จะวุ่นเหมือนกัน และอาจจะโดนโวยกันได้

2. Bars & Gaming
งานในผับบาร์ คาสิโน เป็นงานที่หลายๆคนอยากทำ เพราะว่าได้ค่าตอบแทนค่อนข้างสูง โดนงานทั้งสองประเภทก่อนที่จะไปทำได้เราจะต้องมี License คือ RSA สำหรับ Bars หรือร้านอาหารที่เสริฟแอลกอฮอล์ และ RCG สำหรับทำงานเกี่ยวกับตู้พนันหรือ Gaming Machine


*อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ RSA และ RCG ได้ใน มารู้จัก RSA & RCG กันดีกว่า
การมีใบพวกนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องทำงานเป็น Bartender ได้ หรือเป็น dealer ในคาสิโนที่เก่งแต่อย่างใด เพราะใบพวกนี้ถ้าเปรียบกันก็เหมือนใบขับขี่ที่อนุญาตให้เราขับรถได้ แต่เราจะขับรถแต่ละคันเก่งแค่ไหนยังไงก็อยู่ที่การฝึกฝนและขวนขวายของเราเองด้วย
งานในผับเองก็มีหลายแบบตั้งแต่ Securiy (ไม่ค่อยเห็น Asian ทำ เห็นแต่คนตัวใหญ่ๆ) Bartender หรือ Glassie ที่ทำหน้าที่เก็บแก้วที่แขกดื่มหมดแล้วเป็นหลัก (แต่เงินดี)

3. Hotels สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ ทำงานโรงแรมมาแล้วโดยเฉพาะโรงแรมที่มีเครืออยู่ในต่างประเทศจะค่อนข้างได้เปรียบสำหรับการหางานประเภทนี้ครับ เด็ก WAH หลายๆคนก็ได้ไปทำงานโรงแรมกันเยอะอยู่ ทั้งในช่วงปกติ และในช่วง seasonal อย่างหน้าหนาว (ทำ ski-resort) งานมีหลากหลายฟังค์ชันตามที่รร.พึงจะมีเช่น front , เด็กยกกระเป๋า , housekeeping เป็นต้น


Cleaning
หรือที่เรียกกันติดปากคนไทยว่างานคลีน ซึ่งก็แปลได้ตามชื่อเลย งานนี้ก็คืองานทำความสะอาดในรูปแบบต่างๆครับ
งานคลีนจะมีหลายแบบตั้งแต่ คลีนออฟฟิศ คลีนตามบ้าน คลีนร้านอาหาร ซึ่งงานคลีนแต่ละอย่างก็ใช้ทักษะที่แตกต่างและมีลักษณะงานต่างๆ กันไป
เช่น งานคลีนออฟฟิศ โดยทั่วไปเราก็จะได้รับมอบหมายให้ทำการเก็บขยะตามโต๊ะ ปัดฝุ่น และเช็ดโต๊ะเล็กๆน้อยๆ ตลอดจนดูดฝุ่นด้วยเครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น (นึกภาพออฟฟิศใหญ่ๆ โต๊ะทำงานเยอะๆมากๆ ทำคนเดียวทั้ง floor ก็มี)

งานคลีนมีค่อนข้างหลากหลาย ผมเห็นหลายๆคนก็ไปคลีน stadium กันดึกๆก็มีครับ
ที่สำคัญสำหรับงานนี้คือต้องทำให้เร็วและสะอาด สิ่งที่คนที่ทำงานคลีนส่วนใหญ่ชอบงานนี้กันเพราะได้เงินโอเค และไม่เหนื่อยมาก หมายถึงแรกๆอาจจะเหนื่อยแต่พอชินแล้วจะถือว่าค่อนข้างสบายและอาจจะทำเสร็จเร็วได้ก่อนเวลาครับ

Clerical
หรือเสมียน/งานออฟฟิศ อาจเป็นงานที่เด็ก Work and Holiday และนักเรียนอาจจะไม่ได้เน้นว่าอยากทำกันมากเหมือนงานอื่น อาจจะเพราะเบื่องานออฟฟิศที่ไทย และอาจจะเป็นเรืองของภาษาหรือคอนดิชันของวีซ่า แต่เป็นงานที่ได้ฝึกภาษาและได้เพื่อนเยอะเหมือนกัน

งานแนวๆนี้จะจ่ายค่อนข้างดี และถือว่าทำงานสบาย (ไม่เหนื่อยกาย) โดยงานประเภทที่ฮิตๆกันได้แก่ data entry หรืองานคีย์ข้อมูล
งานที่ผมเคยทำตอนไปอยู่ใหม่ๆแถวๆ Chatswood (Sydney) ให้ทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็น จ่ายชม.ละประมาณ 18 AUD ก็ถือว่าทำไม่หนักและได้เงินเยอะอยู่ครับ (เพราะเป็น casual ด้วยแหละ)
งานอีกประเภทที่น่าสนใจคือ Reception แต่งานประเภทนี้จะต้องมีทักษะการพูดและการฟังค่อนข้างดีมากเพราะต้องติดต่อกับคนเยอะทางโทรศัพท์ครับ


Fast Food

ในที่นี้หมายรวมถึงร้าน Fast food แบบ Mcdonald / KFC และร้านอาหาร take away ต่างๆ ไม่ว่าจะขายข้าว / ขนม / ice cream

สำหรับงานพวก Mc โดยทั่วไปที่เห็นคือเค้านิยมจ้างเด็ก high school มาทำมากกว่า เพราะภาษาเค้าจะได้กันอยู่แล้ว และไม่ต้องจ่ายเยอะมากเท่ากับคนที่อายุ 21 ปีขึ้นไปเพราะกม.กำหนดไว้ (แต่ตามเมืองที่ไม่ใหญ่มากก็เห็นเด็ก Work and Holiday ได้งาน Mc กันหลายคนอยู่นะครับ)


งานในประเภทนี้อีกงานนึงที่น่าสนใจและอาจจะถูกใจคนชอบกินหลายๆคนได้แก่ งานตักไอศครีม คือทำหน้ารับออเดอร์ และตักไอศครีมใส่ และคิดเงิน ทอนเงินตลอดจนเปิดร้าน ปิดร้าน
สำหรับร้านอาหารไทย และร้านอาหารประเภทอื่นๆตาม food court / food centre บางร้านก็จะมีขายแบบข้าวแกงบ้านเรา เป็นอาหารตักๆ ก็เลยจะมีตำแหน่งตักอาหารด้วยครับ
ทักษะที่สำคัญสำหรับงานประเภทนี้คือ เราต้องฟังลูกค้าให้รู้เรื่อง เพราะเวลาทำผิดไปเวลาร้านวุ่นๆจะเสียเวลามาก และจะโดนเจ้านายและเพื่อนร่วมงานดุเอาได้ครับ


Hair & Beauty
งานร้านทำผม สปา และงานที่เกี่ยวกับความสวยงามต่างๆ : สำหรับคนที่มีทักษะด้าน ทำผม ทำเล็บ สปา อยู่แล้วก็จะได้เปรียบทางด้านนี้ครับ ในที่นี้ขอรวมถึงร้านนวดไปด้วยเลยแล้วกัน :>

สำหรับร้านทำผมเองคงค่อนข้างยากที่จะรับคนไม่มีประสบการณ์เลย แต่ก็มีบ้างที่เค้ารับผุ้ชายตาม salon ของทั้งไทยและต่างชาตินะครับ (แบบมาลองทำดูก่อน)
พูดถึงงานนวดเป็นอีกงานที่ฮิตสำหรับเด็ก Work and Holiday และนักเรียน โดยเฉพาะงานนวดในร้านนวดไทย
ไม่เจาะจงว่าเป็นชาติไหน แต่สำหรับงานประเภทนี้สิ่งนึงที่ต้องระวังกันหน่อยก็คือร้านนวดแอบแฝงครับ

โดยทั่วไปร้านดีๆ เค้าก็จะมีการป้องกันพนักงานเค้า และยินดีให้พนักงานไม่ต้องนวดได้หากมีการพูดจาเชิงที่จะชวนให้ทำบริการแปลกๆ และให้ลูกค้าคนนั้นออกไปครับ
งานตัดผมมีทั้งทำตามร้าน และช่างผมไทยบางคนก็รับตัดผมให้ที่บ้านตัวเอง หรือตามบ้านลูกค้าด้วยบ้างเหมือนกันครับ


Horticulture
หรือที่เรียกกันติดปากว่างานฟาร์มนั่นเอง งานนี้เป็นงานที่ฮิตเสมอสำหรับเด็ก Work and Holiday เพราะมีงานอยู่เรื่อยๆตลอดปี
ข้อดีคือถ้าทำกับ backpacker ที่เค้าหางานให้ก็จะได้เรทดี และได้เพื่อนต่างชาติเยอะ

Working holiday makers ต่างชาติจะนิยมทำงานฟาร์มกันเพราะเค้าจะสามารถขอ 2nd visa ได้หลังจากทำงานฟาร์มใน regional area ครบ 3 เดือน แต่ของเราต่อไม่ได้นะครับไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำก็ตาม
ส่วนงานฟาร์มที่อาจจะหาง่ายกว่าแต่ได้รับเงินน้อยกว่ามักจะเป็นงานฟาร์มที่ทำกับ Contractor ครับ โดยมากแล้ว Contractor เหล่านี้มักจะเป็นคน South East Asia ด้วยกัน เช่น กัมพูชา ไทย เวียดนาม และอาจมีอินเดียบ้างประปราย
โดยเค้าจะหางาน หาที่พักให้ แต่ก็จะหักค่าชม.เราไปตาม(ที่เค้าเห็นว่า)สมควรครับ

งานมีตั้งแต่ไร่องุ่น สวนส้ม เชอร์รี่ สตอร์เบอร์รี่ และพืชพันธุ์อื่นๆตามแต่จะนึกออกซึ่ง ซึ่งต้องการแรงงานตั้งแต่ขุดดิน หว่านพืช ปลูกต้นกล้า ตัดกิ่ง และอื่นๆ
เป็นงานที่ถือว่าหนักพอสมควรเพราะต้องสู้แดดสู้ฝนตลอดครับ นึกภาพชาวสวนบ้านเรานี่แหละ
งานฟาร์มโดยทั่วไปจะเป็นงานฟาร์มที่เกี่ยวกับพืชซะมากกว่า น้อยคนที่จะไปทำงานฟาร์มสัตว์ครับ (คงมีบ้างแต่ผมไม่ค่อยได้ยิน)


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานฟาร์ม
การเตรียมตัวไปทำงานฟาร์ม
เล่าเรื่องการทำงานฟาร์ม by Closer
The girl in the capital city of kiwi fruit

Retail
ในที่นี้หมายถึงงานในร้านขายปลีกทั่วไป มีประเภทของงานหลากหลายตั้งแต่ งานร้านขายของที่ระลึก งานร้านสะดวกซื้อ งานร้านขายของชำ งานร้านเสื้อผ้า เครื่องประดับ งานขายของในห้างสรรพสินค้า งานร้านขายวิตามิน และ Supermarket
งานพวกนี้ถ้าตามเมืองใหญ่ๆก็จะมีร้านที่เจ้าของเป็นคนไทย และเน้นขายคนไทยไปเลยครับ ดังนั้นภาษาอังกฤษก็อาจจะไม่ต้องเด่นมากก็ได้ แต่ก็ต้องเป็นคนที่คล่องพอสมควร พูดจาชวนคุยเก่ง เป็นต้น
งานขายของในห้างสรรพสินค้า เช่น Myer จะเป็นงานที่หลายๆคนอยากทำ ซึ่งมีนักเรียนและ PR ทำอยู่ แต่สำหรับผู้ถือ WAH แล้วอาจจะโดนจำกัดด้วยประเภทของวีซ่าเหมือนกันครับ

งานประเภทนี้เป็นงานนึงที่หลายๆคนอยากทำ เพราะดูแล้วค่อนข้างสบาย ได้ฝึกภาษา
สรุปกันคร่าวๆว่างานประเภทนี้ควรจะต้องคล่อง ภาษาอังกฤษค่อนข้างดี ทำงานเป็นระบบ พูดและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่งพอสมควรครับ ที่สำคัญก็คือต้องมีความรู้เรื่อง products ที่จะขายอย่างดี และสามารถอธิบายได้เป็นภาษาอังกฤษ

Others
นอกจากประเภทที่กล่าวมาแล้วก็ยังมีงานที่เราอาจจะยังไม่ได้กล่าวถึง ยังนึกไม่ถึง หรือไม่คุ้นอื่นๆอีกมาก เช่น สำหรับคนไทยเองก็จะมีงานนวดแผนไทย งานดรอปเมนู (เอาเมนูร้านอาหารไปเดินหย่อนตาม mailbox ตามบ้าน จ่ายค่าแรงตามจำนวน เช่น 1000 ใบได้ 50 AUD เป็นต้น) ส่ง Home (ขับรถส่งอาหาร – Home delivery)

หรือสำหรับนักเรียน อาจจะรับสอนพิเศษในสาขาที่เราเรียนอยู่ หรืออาจจะสอนภาษาไทยให้กับชาวต่างชาติที่สนใจก็ได้ครับ

วิธีการหางานและการเตรียมพร้อม
นอกจากประเภทของการจ้างงาน และชนิดของงานที่ได้กล่าวมาแล้ว ผมแนะนำให้อ่านอีกสองบทความนี้ด้วยครับ

การหางานในออสเตรเลีย

เป็นการแนะนำว่าเราควรจะมีการเตรียมพร้อมอย่างไร และมีเวปไซต์อะไรบ้างที่ใช้บ่อยๆในการหางานในออสเตรเลีย

การสมัคร TFN online เมือ่ไปถึงออสเตรเลีย

TFN หรือ Tax File Number เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใช้ในการทำงานในออสเตรเลีย เพราะก็คือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

สุดท้ายเป็นกระทู้ที่เป็นตัวอย่าง Resume format ที่ใช้กันในออสเตรเลีย ที่ผมทำเป็นตัวอย่างไว้ให้ครับ :)

ตัวอย่าง Resume (ร้านอาหาร)
ตัวอย่าง Resum (งานออฟฟิศ)



Blog ที่เกี่ยวข้อง
IELTS Jan 2014 by Thaiwahclub
ดูทั้งหมด
Webboard ที่เกี่ยวข้อง
ดูทั้งหมด
06 No.
Sasimat 01 No.
Thank you ka, I'm looking for every information to prepare our journal.... ^^
reply    report
02 No.
จำเป็นต้องไปสอบความรู้ภาษาอังกฤษทุกคนเลยไหมครับ ทำวีซ่าไปเรียนเลยได้ไหม คือผมตั้งเป้าจะไปเป็นช่างตัดผมที่ออสเตเรียครับไม่รู้ตอนนี้ค่าตัดผมผู้ชายเท่าไรครับเป็นเงินไทย
reply    report
Game Busaracumwong 05 No.
ถ้าจะไปเรียนเลยก้สามารถทำได้ โดยไม่ต้องสอบภาษาครับ โดยสามารถติดต่อผมได้โดยตรงที่ zgamez@beyondstudycenter.com โดยอ่านข้อมูลการเตรียมตัวเบื่องต้นในนี้ก่อนครับ - อันนี้จริงๆสำหรับคนที่ไป WAH แล้วแต่ใช้เปนไกด์ไลน์ได้เหมือนกันครับ http://www.thaiwahclub.com/article-wah/further-study-in-Australia/314 ปล.ส่วนค่าตัดผมมีตั้งแต่ 25-40 ดอลครับโดยทั่วไป ถ้าร้านผู้ชาย
reply    report