Tips ข้อสอบ IELTS เล็กๆ น้อยๆ ค่ะ
Pour Baimon ( date 0.00.0000 )
สัญญาไว้กับพี่เกมส์ว่า ถ้ามีเวลาจะสรุปเนื้อหาที่ได้มาจากคอร์สเรียน IELTS มาลงในเว็บ หลังจากที่ทำงานหัวปั่น ในที่สุดก็ตัดสินใจบอกหัวหน้าไปแล้วว่าหนูจาโกอินเตอร์ เลยพอมีเวลาว่างมาเขียน ^o^ IELTS แบ่งลักษณะการสอบออกเป็น 2 ประเภท คือ General กับ Academic อันที่จริง หม่อนก็ไม่รู้หรอกค่ะว่า 2 แบบนี้แตกต่างกันขนาดไหน แบบไหนยากกว่ากัน ก็เลยระบุลงไปไม่ได้ชัด แต่จากที่สังเกตมา พบว่า ความแตกต่างมันน่าจะอยู่ที่ part Reading กับ Writing อ่ะค่ะ ซึ่งสำหรับหม่อนแล้ว Academic มันก็... ง่ายกว่าสำหรับการเขียนอ่ะ แหะๆ มันมีเหตุมีผลดี เอาล่ะ มาลงรายละเอียดกันที่ตัว IELTS เลยดีกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น หม่อนอ้างอิงมาจาก Academic module นะคะ สำหรับคนที่จะสอบแบบ General ก็ลองหาวิธีปรับใช้ดูแล้วกันค่ะ >///< อันว่า IELTS นี้ มีทั้งหมด 4 parts อย่างที่รู้ๆ กันน่ะล่ะค่ะ (ไม่รู้มันจะมาบอกอีกทำไมนะ) แบ่งเป็น - Listening - Reading 3 Passages - Writing 2 Tasks - Speaking 3 Tasks ข้อสอบส่วนใหญ่ เป็นการเขียนตอบ มีน้อยนิดที่ให้เขียน choice ที่เลือก เพราะฉะนั้น ... ประโยคที่หม่อนได้ถูกย้ำเตือนอยู่เสมอจากครูก็คือ อย่าปล่อยให้ช่องคำตอบมันว่าง คิดอะไรได้ กรุณาตอบไปค่ะ ฟ้าดินอาจจะปราณีดลใจให้เราเขียนถูกก็ได้ ใครจะไปรู้ จริงม่ะ? เอาล่ะ จำได้แล้วใช่ไหมคะ อย่าปล่อยให้มีช่องว่าง งั้นมาคุยกันต่อที่แต่ละพาร์ทดีกว่า อ้อ การเขียนคำตอบ มีข้อควรระวังอยู่บ้าง (สำหรับ listening และ reading) - ถ้าให้สะกดชื่อคน ชื่อถนน ชื่อเฉพาะใดๆ ตัวอักษรตัวแรกเป็นตัวใหญ่นะคะ (แก้ได้ด้วยการเขียนตัวใหญ่หมด ฮ่าๆ) - บางช่วง โจทย์จะระบุว่า 1 word/ 2-3 words ประมาณนี้ ดูให้ดีๆ ถ้าให้ตอบคำเดียวก็เขียนคำเดียว เขียนเกิน ถือว่าผิด ไม่ได้คะแนนอยู่ดี เพราะฉะนั้น อาจโจทย์ให้ละเอียดนะคะ - Part of speech ดูด้วยว่า เขาให้เติมอะไร บางทีเราฟังแล้ว คำนี้ล่ะ แต่เขาให้ตอบเป็น noun ดันเขียนเป็น verb แบบนี้ก็ไม่ได้ ให้ดู clue จากคำใกล้ๆ เช่น peas and ___ ก็เติมอะไรก็ได้ที่เป็น noun เหมือนกัน - ใกล้เคียงกับข้อตะกี้ ดูตัวสะกดให้ถูก ดู single/plural ด้วยนะคะ ไม่มั่นใจก็เติม s ไว้ก่อน (ส่วนใหญ่มักจะใช้ plural ค่ะ) - Listening Tips ที่ได้จากการเรียนมาคือ พยายามสแกนคำถามก่อน ... ไม่ต้องตกใจไป คำถามที่ว่าคือคำถามในแต่ละช่วงนะคะ (อย่าได้ข้ามไปอ่านคำถามของช่วงอื่นเชียว เสียเวลาเปล่า อิอิ) แล้วการสแกนคำถามมีประโยชน์ตรงไหน ก็ตรงที่ช่วยให้เรารู้ว่า เราจะต้องจับสังเกตตรงไหนมาตอบนี่ล่ะค่ะ เผื่อมีใครสงสัยว่าจะเอาเวลาไหนไปสแกนคำถาม คือก่อนจะเริ่มทำข้อสอบ เขาจะมีช่วง example อ่ะค่ะ จังหวะนั้นก็แอบอ่านคำถามของช่วงแรกไปเลย แล้วพอหมดแต่ละช่วง จะมีอีกอึดใจนึงให้เรานั่งดูคำตอบ (ไม่ใช่ช่วง transfer คำตอบนะคะ) เราก็ข้ามไปสแกนคำถามช่วงถัดไป แหะๆ สำหรับข้อสอบพวก แผนที่ แผนผัง (map/diagram) อันนี้อาจจะยากนิดหน่อยเพราะไม่ค่อยมีคำถามมาช่วยไกด์ แต่ที่ทำได้คือ วาดลงไปบนกระดาษว่า ซ้าย ขวา ชั้นบน ชั้นล่าง (เขียนเป็นภาษาอังกฤษนะคะ) เวลาฟัง เราจะได้ไม่ต้องมานั่งนึกอีกทีว่า ไหนซ้าย ไหนขวาให้เสียเวลาอ่ะค่ะ จังหวะที่เราฟัง ฟังอะไรได้ จดเถอะ จดไว้ มีอยู่บ่อยครั้งที่ข้อสอบแอบหลอกด้วยการพูดคำตอบแบบนึง แล้วแก้เป็นอีกแบบนึง หรือบางที เราอาจจะหลุดไปนิดๆ หน่อยๆ แต่สิ่งที่เราจดไว้ก็พอจะช่วยให้เราเดาได้ดีกว่าเดิมค่ะ สุดท้าย อย่าลืม transfer คำตอบมาที่กระดาษคำตอบนะคะ - Reading ของ Academic จะมีอยู่ 3 passages ค่ะ ให้ทำในเวลา 1 ชั่วโมงมั้ง ถ้าจำไม่ผิด แหะๆ มีคำแนะนำว่าให้พยายามทำ 2 section แรก ภายใน 30 นาทีแรกค่ะ เพราะส่วนใหญ่ section สุดท้ายมันจะยากนรก ยากชนิดที่ว่าอยากจะด่าคนออกข้อสอบว่าไม่รู้เอาอะไรมาให้อ่านเลยล่ะค่ะ -*- (เคยเจอแบบตัดข่าวมาด้วย คือมันไม่จบในตัวบทความอ่ะ เอ๋อรับประทานไปนิด หาสรุปไม่เจอ) Tips จากอาจารย์บอกว่า อ่านหัวข้อเรื่องที่เราจะอ่านก่อน เพื่อได้ประเด็นว่า เราจะต้องอ่านเรื่องอะไรนะ จะได้ไม่หลงทาง แล้วก็ข้ามไปสแกนคำถาม(และคำตอบ)ทั้งหมด ถ้ามีคำไหนเด่นๆ ก็ขีดเส้นใต้มันไว้เลยเพราะจะช่วยเวลาเราสแกนบทความได้มากขึ้น หลังจากนั้นก็อ่านบทความ(สแกนๆ เอานะคะ ถ้าตั้งใจอ่านมากมันไม่น่าจะทัน) เน้นหาจุดที่ตรงกับคำถามค่ะ ถ้ามีพวกตัวเลข พวกปีพ.ศ.นี่นับเป็นบุญของเรา สุดท้าย ถ้ามันลำบากกับการหาคำตอบนัก คืออ่านก็ไม่ไหว ไม่ get ล่ะ กะจะมั่วลูกเดียว ก็ให้เลือกทำข้อสอบจากข้อที่มันมั่วยากก่อน พวกเติมคำ จับคู่อะไรแบบนั้น แล้วค่อยมาเป็น choice กับ YES/NO/NOTGIVEN อ่ะค่ะ (อันนี้คำนวณจากความน่าจะเป็นนะคะ) อย่าคิดว่าจับคู่จะง่ายนะ เพราะมันมักจะมีส่วนเกินอยู่เสมอค่ะ บางครั้ง มันจับคู่ได้มากกว่าหนึ่งอีกต่างหาก อย่างที่บอกไปค่ะ อ่านโจทย์ดีๆ เคล็ดก็เหมือนที่รู้ ตัด choice ที่ไม่ใช่ออกไป แล้วจิ้มเอา อิอิ ส่วนพวก YES/NO เนี่ย ถ้าจะ YES หรือ NO ข้อสอบต้องระบุไว้ 100 เปอร์เซนต์นะคะ อย่าเผลอเอาความรู้ส่วนตัวของเราลงไปตอบเด็ดขาดเลยค่ะ ย้ำ!!! อย่าให้มีคำตอบว่างค่ะ มั่วลงไปด้วยนะคะ - Speaking (ก่อนล่ะกัน) ก็ตามที่รู้มามี 3 part หลังจากถามชื่อและดู ID แล้วก็จะเป็นคำถามเกี่ยวกับตัวเราประมาณ 10-12 ข้อ ให้ตอบกลับข้อละประมาณ 2-3 ประโยคก็พอค่ะ ไม่ต้องตอบมากสำหรับพาร์ทนี้ เพราะ พูดยาวไป คนสอบก็จะหาทางตัดเราเอง พยายามทำเหมือนว่าคนตรงหน้าเราเป็นเพื่อนใหม่อ่ะค่ะ มานัดบอดไรงี้แล้วเค้าสนใจข้อมูล เราก็ตอบไปเรื่อยๆ เหมือนคุยกับเพื่อน เพราะคำถามก็จะ ประมาณ บ้านอยู่ไหน เป็นยังไง มีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม มีงานอดิเรกอะไร ตอนเด็กสะสมอะไรมั้ย ปัจจุบันล่ะ ทำอาหารเป็นมั้ย ชอบแฟชั่นป่าว แต่งตัวแบบไหน ถ้าฟังคำถามไม่ทัน พาร์ทนี้จะขอให้ทวนคำถามใหม่ได้ค่ะ แต่เขาจะอธิบายคำถามให้เราไม่ได้ ถ้าบางทีเราไม่เข้าใจศัพท์บางคำบอกเขาก็ได้ว่า เราไม่เข้าใจคำนี้นะ เขาจะเปลี่ยนศัพท์ให้มันง่ายขึ้น แต่ถ้าเราตอบไม่ได้ ไม่เข้าใจคำถามจริงๆ เขาจะเปลี่ยนคำถามให้เองค่ะ พาร์ทสอง จะเป็นหัวข้อให้พูดคุย ให้เราเตรียมตัว 1 นาที และพูดประมาณ 2 นาที ที่เขาจะให้การ์ดคำถามมา บอกเราว่าจะให้พูดเรื่องอะไร กรุณาใช้ 1 นาทีที่ให้มาให้เป็นประโยชน์ค่ะ หายใจลึกๆ อย่าตื่นเต้น ค่อยๆ คิด อันนี้ อาจารย์สอนว่าให้ยึดหลัก who what when where why how ประมาณว่า ใคร กับใคร ทำอะไรกัน ทำเมื่อไหร่ ทำที่ไหน ทำไปทำไม ทำอย่างไร มีข้อเปรียบเทียบกับอะไรมั้ย(อดีต-ปัจจุบัน ทำนองนั้น) แล้วส่วนมากเขาก็จะมี clue มาให้อ่ะค่ะ ถ้าคิดอะไรไม่ออกก็ดู clue ประกอบด้วยก็ได้ อย่าลืมว่า เค้าเป็นเพื่อนใหม่นะคะ เพราะงั้นแต่งเรื่องอะไรโม้ไปก็ได้ เขาไม่ถามหรอกว่าเรามั่วหรือเปล่า แต่ให้ตอนต้นกับตอนจบตรงกันและตรงกับที่เขาต้องการก็พอค่ะ ถ้าพูดเรื่องในอดีต อย่าลืมใช้รูปอดีตด้วยนะคะ (โจทย์อาจจะพูดเรื่อง when you were young) แล้วอย่าพูดเร็วมากค่ะ เดี๋ยวจะจบเร็วไป ไม่ใช่อะไรหรอก ที่สำคัญ พยายามพูดแบบเฉพาะเจาะจงไปเลยนะคะ อย่างถ้าเป็นหนังที่ชอบก็ระบุเรื่อง ร้านอาหารที่ชอบ ก็บอกไปเลยเช่น ชอบร้านอาหารญี่ปุ่น ชื่อนี้ๆ สาขานี้เท่านั้นนะ เรื่องเวลา พยายามดูภาษากายของคนที่สอบเราค่ะ ถ้ายังเหลือเวลาเยอะ เขาจะทำท่าบอกเราว่าให้พูดอีก ถ้าใกล้หมดเวลา เขาก็จะแสดงท่าทีว่าใกล้หมดแล้ว พยายามใช้เวลาให้พอดีค่ะ จะได้ไม่ตกใจเวลาโดนเขาตัดบท -*- พาร์ทสุดท้าย มักจะต่อเนื่องมาจากพาร์ทที่สองค่ะ คำถามจะเริ่มจากเรื่องที่ใกล้ๆ กับหัวข้อที่เราพูดแล้วเจาะลึกลงเรื่อยๆ อ่ะค่ะ ซึ่งแปลว่า เราควรจะตอบข้อแรกๆ ยาวๆ ค่ะ ยาวมากๆ ไปเลยค่ะ ถ้าทำได้ เพราะยิ่งคำถามเยอะเท่าไหร่ ความยากมันจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นกัน เขาจะมีคำถามประมาณ 6-7 ข้อมั้งคะ ซึ่งข้อหลังๆ เนี่ย มันจะเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องแบบอ้อมๆ แล้ว บางที คำถามอาจจะมีศัพท์หรือประโยคยากๆ หลุดมา เราขอให้เขาอธิบายคำศัพทืได้ค่ะ อะไรอีกหว่า... คำตอบของคำถามเหล่านี้ ถ้าเราอ้างอิงเรื่องใกล้ตัวไปก็ดีค่ะ อาจจะช่วยเพิ่มคะแนนได้ เพราะพาร์ทนี้จะใช้วัดว่า ถ้าหากเป็นเรื่องที่เราไม่ถนัด เราจะใช้ภาษาโต้ตอบได้ดีแค่ไหนอ่ะค่ะ ^^ (เมาท์) หม่อนจำจนวันตายเลยว่า รอบแรกที่สอบ พาร์ทสองเขาให้พูดเรื่องการเดินที่เราชอบ (walk that you remember) แล้วคำถามก็ไหลไปเรื่อง slow step ?!? และจบที่ว่า คิดยังไงกับการวัดผลด้วย productivity ??!?? จะบร้าตาย [รอบสองยังพอไหวที่ให้พูดเรื่องจดหมายพาร์ทสอง แล้วจบพาร์ทสามด้วยคำถามว่า คิดว่าการเขียนในมหาวิทยาลัยสำคัญไหม] - Writing Task 1 อาจจะเป็นกราฟ เป็น process (ขอให้ไม่เจอ) โดยรวมๆ แล้วมักจะให้เราเปรียบเทียบข้อมูลที่เขาให้มาน่ะค่ะ paragraph แรก ส่วนใหญ่จะคล้ายกันคือ อธิบายว่ามันเป็นกราฟอะไร แบ่งข้อมูลออกเป็นกี่กลุ่ม คืออะไร มีข้อสังเกตเด่นชัดคืออะไร กราฟพวกนี้มีหน่วยเป็นอะไร ตัวอย่าง The bar graph shows the proportion of people living in cities in 1990 and 2010. The data can be divided into 2 groups, namely these cities that in Europe and these cities which in Asia. It is clear that London and Tokyo are the famous cities in Europe and Asia respectively. The figure is given in percentages. หลังจากนั้นก็เขียน 2 body paragraph อันแรกพูดถึงกลุ่มแรก อันที่สองพูดถึงกลุ่มที่สอง อย่าง ตัวอย่างที่หม่อนพูดมา (มั่วมานั่นเอง) ก็อาจจะบอกว่า ทาง europe 2ปีนั่น แตกต่างกันยังไง อีกพารากราฟก็พูดว่า ทางฝั่ง asia เป็นยังไงบ้าง ทำนองนี้อ่ะค่ะ เวลาเหลือก็สรุปให้เขาหน่อยก็ได้นะคะ อิอิ จุดหลักๆ คือพยายามแบ่งเป็น 2 กลุ่มให้ได้อ่ะค่ะ กับมันจะมีศัพท์พอให้จำไปใช้ได้ เช่น range between , increase sharply, drop dramatically ทำนองนั้น ฝึกอ่าน ฝึกเขียนบ่อยๆ อย่าลืมจับเวลาด้วยนะคะ ส่วนนี้ใช้ไม่ควรเกิน 15-20 นาทีค่ะ ถ้าเกินข้ามไป Task 2 เลย เวลาเหลือค่อยกลับมาทำค่ะ Task 2 เป็น idea/opinion ของเราต่อหัวข้อที่ให้มา ซึ่งจะแบ่งได้ 3 แบบ แบบแรก - ถาม agree/disagree, benefit/withdraw, หรือ advantage/disadvantage ถ้าเป็นแบบนี้จะใช้ 4 paragraph รวมคำนำ และข้อสรุปด้วย คือจะเป็นแบบนี้ 1.คำนำ (บอกว่า เรื่องนี้นี้มีทั้งข้อดีข้อเสีย ซึ่งทั้ง 2 ด้านนั้นจะถูกอธิบายต่อไป) 2.นำเสนอเหตุผลว่าทำไม เห็นด้วย/ผลประโยชน์ (ซัก 3 ความเห็นนะคะ) 3.นำเสนอเหตุผลว่าทำไม ไม่เห็นด้วย/ข้อเสีย (ซัก 3 ความเห็นนะคะ) 4.สรุปความเห็นเราว่า เราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพราะอะไร แบบที่สอง จะเป็น cause/effect ประมาณว่า เพราะอะไร ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ ใช้รูปแบบคล้ายแบบแรกค่ะ 1. คำนำ 2. บอกว่าสาเหตุของการเกิดมีอะไรบ้าง 3. บอกว่าผลจากสาเหตุในพารากราฟบนคืออะไร หรือ บอกว่าเราจะแก้ไขได้ยังไง (แล้วแต่คำถามน่ะค่ะ) แบบที่สาม เป็นลิสต์ เช่น เรียนมหาวิทยาลัยมีข้อดียังไง จงอภิปรายอย่างกว้างขวาง ^^ 1. คำนำ 2. ข้อดีที่ 1 3. ข้อดีที่ 2 - 3 4. ข้อดีที่ 4 – 5 ส่วนใหญ่มักจะเจอแบบแรกน่ะค่ะ ซึ่งก็ดีไป สำหรับการนำเสนอเหตุผล มีเหตุผลหลัก 3 ข้อแล้ว ควรจะมีเหตุผลย่อย สนับสนุนแต่ละเหตุผลหลักอีกสัก 1-2 ข้อนะคะ เช่น อาศัยอยู่ที่เมืองหลวงดีกว่าต่างจังหวัดเพราะการคมนาคมเจริญแล้ว ทำให้เราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก และการใช้รถไฟฟ้าช่วยลดมลพิษจากรถยนต์ (มั่วๆ ไป) สำหรับเหตุผลที่จะเอามาแย้งใน paragraph ถัดมา ที่ง่ายที่สุดก็หาอะไรที่มันตรงข้ามกับที่เราเพิ่งพูดไปน่ะล่ะ เช่นเมืองหลวงคนเยอะ รถเยอะ รถติดน่ารำคาญ ซึ่งทำให้เกิดมลพิษมากกว่าใช้วิ่งสบายๆ ในชนบท บลาบลาบลา... โดยส่วนตัว หม่อนจะใช้วิธีอ่านโจทย์ของ Task 2 ก่อนแล้วค่อยไปเขียน Task 1 ค่ะ จะได้มีสมองส่วนหนึ่งคิดหาเหตุผลเตรียมไว้ เวลามาเขียน Task 2 จะได้นึกเหตุผลได้ง่ายหน่อย เวลาหัดเขียนที่บ้าน อย่าลืมจับเวลานะคะ ส่วนใหญ่มักจะเขียนไม่ทันค่ะ ไม่ใช่เขียนไม่ได้ แล้วก็ลองนับดูด้วยว่า ใน 1 บรรทัด เราเขียนได้กี่คำ เอาไว้ประมาณคร่าวๆ น่ะค่ะ เวลาสอบจะได้กะๆ ดูว่าเราเขียนครบตามที่เขาระบุไว้แล้วยัง หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ ถ้ามีคำถามอะไรถามได้จะพยายามตอบให้ หรือใครอยากเพิ่มเติมจุดไหน ช่วยๆ กันหน่อยก็ดีนะคะ แบบหม่อนก็สอบปีที่แล้ว เรียนมาก็จะครบปีแล้ว คืนอาจารย์ไปหมดแล้วล่ะค่ะ แหะๆ
   ความคิดเห็นที่ 1
สมาชิกใหม่ ขอตามไปติวด้วยนะคะ
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     124.122.156.178
   ความคิดเห็นที่ 2
ถ้าพี่เกมส์จัดล่ะก็ ... จะคุ้ยเอกสารไปให้ค่ะ เพราะเก็บไว้คงไม่ได้ใช้อ่ะค่ะ เผลอๆ แม่จะขนไปทิ้งอีกตะหาก :P
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     192.165.214.193
   ความคิดเห็นที่ 3
สอบวันที่ 19 มีนานี้เเล้วครับ...แต่ว่าสอบ general test ครับ ขอบคุณครับ..สำหรับคำแนะนำดีๆๆ
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     115.87.86.236
   ความคิดเห็นที่ 4
ขอบคุณมากค่ะคุณใบหม่อนสำหรับกระทู้นี้ ^^ คุณเกมส์คะ จัดเลยค่ะๆๆๆ จอง 1 ที่ 555 เด๋วเตรียมหนังสือไปด้วย มีเย้อเลยค่ะ
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     61.90.147.131
   ความคิดเห็นที่ 5
รวบรวมผู้สนใจได้สักห้าคนก็จัดแล้วหละ อิอิ :)
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     58.8.83.19
   ความคิดเห็นที่ 6
ส่วนตัวผมแนะนำในส่วนของ Writing ให้ได้ครับ :> ก็มาคิดกันว่าใครจะแนะนำอะไรใครยังไง อยากให้หาฝรั่งมาด้วยมั้ย :> มากันที่ออฟฟิซผมก็ได้ครับ อยู่ตรงอโศก ไว้นัดวันกัน
RichardOn
( date 0.00.0000 )     58.8.83.19
   ความคิดเห็นที่ 7
ถ้าจะให้ช่วยอะไรยังไง บอกมาแล้วกันนะคะ อาจจะไกด์ speaking ให้ได้นิดโหน่ย :P
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     192.165.214.193
   ความคิดเห็นที่ 8
จัดติวเมื่อไรเหรอครับ ไปด้วยดิสอบเดือนหน้าอ่า
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     61.90.24.80
   ความคิดเห็นที่ 9
จัดสิค่ะ อยากไปด้วย จะสอบวันที่2 เมษาแล้ว
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     115.87.183.16
   ความคิดเห็นที่ 10
ถ้าจัดติวกันเองจะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลยครับ แต่ถ้าจะให้หาอาจารย์ฝรั่งมาช่วยด้านสปีกกิ้งสักนิด ก็จะต้องมีค่าจ้างให้เค้าหน่อยครับ เลือกกันก่อนว่าอยากมาแบบไหนดีเอ่ย :>
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     183.89.51.164
   ความคิดเห็นที่ 11
แล้วจะจัดที่ไหนเหรอครับ สำหรับผมแบบไหนก็ได้ครับจะมีอาจารย์หรือไม่มีก็ได้
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     124.120.188.49
   ความคิดเห็นที่ 12
ถ้าสะดวก เชิญอาจารย์ด้วยยิ่งดีเลยค่ะคุณเกม จัดหนัก จัดเต็ม อิอิ
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     58.8.2.114
   ความคิดเห็นที่ 13
อาจารย์นี่อาจจะนำตาแชดแฟนเกวลินมาสอนก็ได้ เพราะตอนนี้แกก้อเปิดสอนอยู่ ให้เเกสอนเรื่อง Speaking ไปทำเป็น Examiner ไรงี้ดีมั้ย ถ้าจะนัดก็นัดที่ออฟฟิสผมได้ครับ แต่ขอซื้อเก้าอี้เพิ่มให้ก่อนนะ :>
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     58.8.92.176
   ความคิดเห็นที่ 14
กำลังจะบอกว่า เชิญแฟนเจ๊เกฟมาเป็น examiner เลยค่ะ B) ถ้าจัดจริงจะเอาหนังสือที่มีมากมายไปยกให้นะคะ อิอิ
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     192.165.214.193
   ความคิดเห็นที่ 15
เด๋วเอาเสื่อไปปูนั่งแทนเก้าอี้ก้ด้าย เอิกกก
RichardOn
( date 0.00.0000 )     61.90.147.131
   ความคิดเห็นที่ 16
ถ้าเป็นเสาร์ อาทิตย์ได้จะดีมากๆเลยเพราะจะได้ติวได้ทั้งวัน เนื่องจากวันธรรมดาบางคนทำงานกว่าจะเลิกก็เย็นละ ติวได้แปบเดียวก็ต้องกลับ
Matthewsr
( date 0.00.0000 )     115.87.72.96
   ความคิดเห็นที่ 17
ขอบคุณมากครับผม ;) ใครจะสอบ IELTS อ่านกันด้วยนา ช่วงนี้ผมละคิดจริงจังว่าจะจัดกรุ๊ปติวไอเอลท์กัน ใครสนมั้ยเอ่ย :>
RichardOn
( date 0.00.0000 )     115.87.221.150
1