





อย่างที่หลายๆ คนทราบกันดีว่า Work and Holiday Visa เป็นวีซ่าที่รัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรเลีย ได้จัดทำข้อตกลงร่วมกันเมื่อปี พ.ศ. 2548 ในการจัดหาโครงการตรวจลงตรหนังสือเดินทางการทำางาน และท่องเที่ยวไทย – ออสเตรเลีย ภายใต้ข้อตกลง ‘Work and Holiday Visa’ เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยอายุระหว่าง 18–30 ปี สามารถเดินทางไปศึกษา ท่องเที่ยว และทำงานในขณะอยู่ในประเทศออสเตรเลียได้ ปกติจะเปิดรับสมัครคนไทยปีละ 500 คน แต่ปีนี้โควต้าจะมีทั้งหมด 2,000 คนด้วยกัน
โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการตามที่กำหนดคือ
1. มีสัญชาติไทย
2. มีอายุระหว่าง 18 –30 ปี
3. สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป
4. มีหลักฐานแสดงทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ
5. ต้องเดินทางคนเดียว ไม่มีผู้ติดตาม
6. มีหลักฐานทางการเงินเป็นบัญชีออมทรัพย์ (ของผู้สมัครเอง) จำนวน 5,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย
7. มีความประพฤติดีและสุขภาพดี
และยังต้องมีเอกสารประกอบเพื่อยืนกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ดังต่อไปนี้
1. ใบสมัคร (พิมพ์มาจากการสมัครผ่านทางระบบออนไลน์)
2. ใบปริญญารหรือหนังสือรับรองการสำาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีฉบับจริง และสำเนา 1 ชุด
3. ใบรายงานผลการศึกษาฉบับจริง และสำเนา 1 ชุด
4. หนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือนฉบับจริง และสำเนา 1 ชุด
5. บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง และสำเนา 1 ชุด
6. ทะเบียนบ้านฉบับจริง และสำเนา 1 ชุด
ในส่วนของค่าใช้จ่ายจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวประมาณ 19,653-22,253 บาท และค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณ 38,000-88,000 บาท
ค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัว:
1. ค่าวีซ่า 9,753 บาท
2. ค่าสอบ IELTS 6,900-7,500 บาท (ยกเว้นคนที่จบ Inter)
3. ค่าตรวจสุขภาพ 3,000-5,000 บาท (ตามที่โรงพยาบาลกำหนด)
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว:
1. ค่าประกันการเดินทาง 9,000-30,000 บาท
2. ค่าตั๋วเครื่องบิน 8,000-15,000 บาท
3. Pocket money 21,000-43,000 บาท (ค่าใช้จ่ายสำหรับที่พัก ค่าเดินทางในช่วงแรก)
รวมเป็นตัวเลขกลมๆ แล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 57,653-110,253 บาท เพื่อซื้อโอกาสในการไปเปิดโลกทัศน์ โอกาสในการได้ฝึกใช้ชีวิต ได้หาประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศ ถ้าถามว่าคุ้มไหม อันนี้ต้องถามกลับว่าเราอยากได้อะไร ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้วไม่ว่าไปแล้วตรงเป้า ได้ในสิ่งที่ตั้งใจไว้ หรือไปแล้ว Fail ก็ยังถือว่าคุ้มที่ได้ลอง ได้ไปสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ด้วยตัวเอง
สามารถรับฟังเนื้อหากันแบบเต็มๆ ได้ที่ Youtube: Thaiwahclub Channel และติดตามข่าวสารจาก Thai WAH Club เพิ่มเติมได้ที่ Facebook,Youtube,Instagram