ข่าวสาร
2019
July
3
แชร์ประสบการณ์ทำงานบริษัทสายวิทย์ด้วยวีซ่า WHS ที่นิวซีแลนด์ โดย คุณกิ่งก้อย ภัทราภรณ์
โดย : Adminstrator ( จำนวนผู้เข้าชม 5994 คน )

     แชร์ประสบการณ์ Work and Holiday ในออสเตรเลีย ก่อนได้จะมาทำงานในบริษัทด้านวิทย์เคมีด้วยวีซ่า Working Holiday Scheme ที่นิวซีแลนด์ โดยคุณกิ่งก้อย ภัทราภรณ์ เที่ยงธรรม

     คุณกิ่งก้อยสาวไทยที่เคยมีประสบการณ์ทำงานต่างแดนทั้งด้วยวีซ่า WAH และ WHS ซึ่งตัววีซ่า WAH นี้คุณกิ่งก้อยเป็นหนึ่งในรุ่นสุดท้ายที่ยังต้องไปต่อแถวเพื่อสมัครโควต้า ก่อนที่เราจะได้สมัครผ่านทางออนไลน์ในทุกวันนี้

     ปัจจุบันคุณกิ่งก้อยได้สปอนเซอร์เพื่อทำงานต่อที่นิวซีแลนด์แล้ว ในบทสัมภาษณ์นี้คุณกิ่งก้อยจะมาเล่าให้ฟังถึงความแตกต่างระหว่างการไปทำงานที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เผื่อใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกไปประเทศไหนดี พร้อมประสบการณ์การทำงานและการใช้ชีวิตในนิวซีแลนด์

 

     Thaiwahclub : สวัสดีค่ะ แนะนำตัวกันหน่อยค่ะ  

     สวัสดีค่ะ ชื่อกิ่งก้อย ภัทราภรณ์ เที่ยงธรรมค่ะ จบวิทยาศาสตร์เคมีจากมหาวิทยาลัยมหิดล ทำงานมาค่อนข้างหลายอย่างมากค่ะ แต่เอาคร่าวๆนะคะ หลังจากเรียนจบก็ทำงานในห้องแล็ปประมาณ 3 ปีค่ะ หลังจากนั้นก็ไปโครงการ WAH ที่ออสเตรเลีย 

แล้วหลังจากนั้นก็กลับมาทำงานตอนที่ไทย งานล่าสุดที่ไทยคือเป็น Sales อยู่ที่ SCG Packaging ค่ะ แล้วก็มาโครงการ WHS ที่นิวซีแลนด์ค่ะ 

งานก็ทำหลายอย่างค่ะ เด็กเสิร์ฟร้านอาหาร, housekeeping ที่โรงแรม, แคชเชียร์ที่สนามกีฬา, พนักงานในโรงงานทำสิ่งพิมพ์พวกปฏิทิน ไดอารี่ หลังจากนั้นก็เป็น Quality Assurance Technician ค่ะ

 

     Thaiwahclub : เริ่มแรกทำไมเราถึงสนใจมาโครงการ WAH / WHS นี้ และหาข้อมูลยังไงบ้างคะ 

     จริงๆ แล้วรู้จักโครงการ WAH มาจากเพื่อนที่เคยไปมาก่อนค่ะ เห็นแล้วน่าสนใจ ใช้เงินไม่เยอะมากและอยู่ได้ตั้ง 1 ปี เป็นอิสระและทำอะไรก็ได้ ครั้งนึงในชีวิตเลยต้องมาจัดซะหน่อยค่ะ 

ข้อมูลสมัยนั้นก็ได้มาจากพี่เกมส์ในเว็บ Thaiwahclub นี่แหละค่ะ กับถามเพื่อนนิดๆหน่อยๆ สมัยนั้นเฟซบุ๊คแทบจะยังไม่รู้จักเลยค่ะ คือนานแล้ว ฮ่าๆๆ

 

     Thaiwahclub : ปัจจุบันทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไร เนื้องานเป็นยังไงบ้างคะ 

     ปัจจุบันทำงานที่ Clariant (New Zealand) Ltd ตำแหน่ง Quality Assurance Technician ค่ะ บริษัทจะทำเม็ดสีพลาสติกค่ะ 

     หน้าที่หลักๆ ก็คือต้องทำการทดสอบว่าเม็ดสีที่ผลิตออกมานั้นได้ตามมาตรฐานของสีหรือไม่ เช่น Standard ของ product นี้ ต้องเป็นสีเขียวอ่อน (คือสีมันประมาณร้อยแปดพันเก้าเฉด) เราก็ต้องเทียบโดยใช้ตามองและใช้เครื่องสแกนเพื่อเทียบสี 

     ถ้าสีตรงกันไม่เพี้ยนก็ให้ผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านก็จะต้องใช้หลักศิลปะนิดๆ ประกอบกับดูผลทดสอบจากเครื่องว่าในสูตรที่ผลิตสีออกมานั้น เราควรจะเพิ่มสีอะไรเพื่อให้ได้สีที่ถูกต้อง เช่น std เขียวอ่อน เราได้เขียวเข้ม เราก็ควรจะต้องเพิ่มสีขาวเข้าไป แต่มันก็จะใช้การคำนวณว่าต้องเพิ่มเท่าไหร่ยังไงเพื่อให้ได้สีตามมาตรฐาน ประมาณนี้ค่ะ 

     แล้วก็เช็ค product ว่าโอเคมั้ย พร้อมส่งให้ลูกค้ามั้ย และงานนอกเหนือจากนี้ก็คือถ้าลูกค้ามีปัญหากับชิ้นงาน เราก็ต้องเอาชิ้นงานมาทดสอบโดยใช้เครื่องมือในห้องแลบวิเคราะห์ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ผลเป็นยังไง แล้วก็ทำรายงานสรุปให้ลูกค้าค่ะ 

     และในอนาคตอาจจะต้องช่วยคิดสูตรสีออกมา เช่น ลูกค้าบอกต้องการสีแดงแบบนี้ เราก็จะต้องไปผสมสี โดยใช้หลักทางเคมีด้วยว่าลูกค้าต้องการพลาสติกแบบไหน มีความเข้ากันได้มั้ยกับสูตร แต่อันนี้ยังต้องฝึกอีกเยอะค่ะ ซึ่งงานนี้ถือเป็นงานใหม่สำหรับก้อย ตื่นเต้นและสนุกดีค่ะ

 

     Thaiwahclub : ทำไมถึงเริ่มมาทำงานนี้ได้ ประสบการณ์ทำงานที่ไทยมีส่วนช่วยให้เราได้งานนี้ด้วยไหมคะ 

     จริงๆ แล้วเป้าหมายในการมานิวซีแลนด์ครั้งนี้ คืออยากจะหางานเป็นเรื่องเป็นราวทำค่ะ ซึ่งคิดว่าควรจะเริ่มต้นจากสิ่งที่เรามีนั่นคือดีกรีสายวิทย์เคมี และประสบการณ์ที่เรามีจากไทย เพราะถ้าไปเริ่มงานแนวใหม่ที่เราไม่มีวุฒิ ไม่มีประสบการณ์เลยน่าจะหายากค่ะ 

     เอาจริงๆ คือก่อนจะมาทำที่ Clariant ได้ทำบริษัทนึงมาก่อนตำแหน่ง QA เหมือนกัน แต่ทำเป็น Contract 1 ปี เพราะต้องมาทำแทนคนที่ลาคลอดค่ะ

     แล้วเรียกว่าโชคดีมากที่ตอนนั้นเพิ่งได้ Work visa มาใหม่ๆ เริ่มหย่อน CV น่าจะยังไม่ถึง 10 ที่ ที่นี่ก็โทรมาเรียกค่ะ เพราะบริษัทนี้ต้องการคนจบสายวิทย์ และที่สำคัญคือต้องพูดไทยได้! โอ้โหหหห นี่มันงานของดิช้านแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ และแล้วก็ใช่ค่ะ เป็นหนึ่งเดียวจริงๆ ไร้คู่แข่งก็ว่าได้ เพราะคนที่มาสมัครคือจบสายวิทย์เยอะ แต่ไม่ใช่คนไทย และคนไทยที่สมัครก็ไม่ได้จบสายวิทย์ประมาณนี้ค่ะ 

     โดยการหางานของก้อยเว็บหลักๆ ที่จะหาคือเว็บ Seek.co.nz ค่ะ ส่วน CV ก็ควรทำให้ดีๆค่ะ วิธีการทำก็ลองหาในเว็บได้ Cover letter เองก็ควรมีค่ะ 

     โดยบริษัทที่ก้อยได้ เขาเริ่มจากสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ก่อน โอ๊ยยย ตื่นเต้นมากตอนนั้น ดีใจเหมือนได้งาน ฮ่าๆๆๆ แล้วก็นัดสัมภาษณ์รอบแรกกับ HR เป็นไปได้ด้วยดี ร่าเริงสนุกสนานกัน 

     ต่อมานัดสัมภาษณ์รอบ 2 กับ Manager กรี๊ดดด! ตื่นเต้นสุด หัวหน้าเป็นผู้หญิงค่ะ มาจากนิวซีแลนด์ โอ้โห ถามอะไรมานี้นั่งงงค่ะ คือพูดอะไรฉันฟังไม่ออก งืออออ ดีว่า HR ที่อยู่ในห้องก็ช่วยแปลอังกฤษของหัวหน้าเป็นอังกฤษแบบเข้าใจง่ายๆ อีกที ฮ่าๆๆ คือสำเนียงหัวหน้ามาเต็มมากค่ะ คิดในใจถ้าได้ทำงานจะไหวมั้ยเนี่ย แต่สุดท้ายก็ลุล่วงค่า สำเร็จได้ด้วยดี เย้ๆ 

     แล้วงานอันนี้ก็ส่งผลมาถึงงานปัจจุบันค่ะ เพราะงานปัจจุบันที่ได้มาก็เพราะบริษัทนี้เป็น Supplier ของบริษัทเก่ามาก่อน  หัวหน้าเลย Refer ให้ เราก็เลยต้องส่งเหมือนเดิม CV, Cover letter ให้ที่ใหม่พร้อมกับไปสัมภาษณ์ค่ะ และที่ใหม่หรือที่ Clariant ก็สัมภาษณ์ไปสองรอบก็ได้งานค่า ดีใจมากๆค่ะ 

 

     Thaiwahclub : จุดเด่นอะไรในนิวซีแลนด์ที่ทำให้เราติดใจอยู่ทำงานที่นี่ต่อคะ 

     เอาจริงๆ คือตอนนั้นมีแฟนค่ะ ฮ่าๆๆ ก็เลยอยู่ได้มีความสุขดี แต่ตอนนี้ว่างแล้วนะคะ ถือเป็นการโปรโมตไปในตัว ฮ่าๆๆ 

และนอกจากนั้นก็คือความสงบค่ะ สงบมาก บางทีก็สงบไป ธรรมชาติสวย ความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายไม่วุ่นวาย แลดูปลอดภัย ไร้มลพิษ ผู้คนจิตใจดี ขับรถได้โดยไม่ต้องบ่นเยอะ ขับรถชิลๆ รถไม่ติดมากเหมือนที่กรุงเทพฯ เป็นอะไรที่สบายๆ ค่ะประเทศนี้ และก่อนจะมานี่ที่บอกไว้คืออยากได้งานดีๆ ทำ และตอนนี้ทำได้แล้ว เย้ๆ ทุกอย่างเริ่มลงตัวค่ะ

 

     Thaiwahclub : การขอ Work Visa ทำงานที่นิวซีแลนด์ยากไหมคะ 

     เอาจริงๆ ถ้าดูจากงาน Contract 1 ปีที่บอกว่าเป็นหนึ่งเดียว คือยังไงก็เชื่อมั่นว่าถ้าตอนนั้นไม่มี work visa บริษัทก็น่าจะออก work visa ให้ได้นะคะ แต่ของก้อยโชคดีคือที่บอกว่าตอนนั้นมีแฟนค่ะ เลยได้ขอ Work visa under partnerships แล้วก็สมัครงานจนได้งานค่ะ ซึ่งขั้นตอนก็ไม่ได้ยากมากนะคะถ้าคบกันจริงๆ แต่เดี๋ยวนี้กฏอะไรก็ชอบเปลี่ยนค่ะ ก็ต้องคอยตามว่าเขาเปลี่ยนกฏยังไงบ้าง ซึ่งกฏที่ว่าก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ ในการขอ visa ค่ะ ต้องคอยอัพเดทเรื่อยๆ

 

     Thaiwahclub : นอกจากการทำงานได้ออกไปเที่ยว หรือมีกิจกรรม งานอดิเรกที่นิวซีแลนด์ด้วยไหมคะ 

     ไปค่า ไปมาเยอะเลยที่นิวซีแลนด์ บุกป่าฝ่าดง ขึ้นเขาแล้วขึ้นเขาอีก บางที่ก็ไปแล้วไปอีก ไปวนไปค่ะ อย่างโรโตรัวนี่ 4-5 รอบได้แล้วมั้ง เพื่อนคนไหนมาก็ไปค่ะเมืองนี้ ไปดมกลิ่นอันอบอวล เกาะใต้เกาะเหนือก็ไปค่ะ  ไปจนตอนนี้เริ่มไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านเช่นออสเตรเลียแล้ว 

     เพิ่งขอวีซ่าได้มาสองปี ไปเที่ยวสบายใจเชิ้บๆค่า สวยงามค่ะ ที่นิวซีแลนด์ห้างเหิ้งก็มีนะคะ แต่แบบห้างบ้านเราอลังการกว่าเยอะมากๆ ค่ะ นอกนั้นก็มีตีแบตกับที่ทำงานค่ะ เดินเล่นหาชานมไข่มุกกิน ชอบมาก นี่ก็เริ่มอิ่มกับธรรมชาติที่นี่แล้วค่ะ ดูหนัง ฟังเพลง เอาจริงๆ กิจวัตรก็เริ่มจะเหมือนที่ไทยค่ะ

 

     Thaiwahclub : เล่าถึงการหาบ้านบ้างคะ คุณกิ่งก้อยมีวิธีหาที่อยู่อาศัยในนิวซีแลนด์ยังไงบ้างคะ แล้วหายากไหม 

     โอ้โหหห เรื่องหาบ้านนี้ก็สนุกค่ะ เอาจริงๆ อยู่นิวมาสามปีกว่าๆ ย้ายบ้านประมาณ 10 ที่ได้ค่ะ สนุกสนานเลยทีเดียว ของก้อยหลักๆ ถ้าจะหาบ้านก็ดูใน Trademe ค่ะ ไม่ก็ใน Facebook ใน Marketplace หรือในกรุ๊ปเช่าบ้านต่างๆ ค่ะ มีหลายกรุ๊ป 

     เอาจริงบ้านก็หาไม่ยากนะคะ แต่ถ้าจะหาที่ถูกใจก็อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย แต่หาบ้านนี้มันมีแบบเราจะเช่าเองเป็น Head tenants เองก็จะเป็นอีกแบบค่ะ ต้องติดต่อกับเอเจ้นท์ ซึ่งแน่ๆ พวกนี้เขาจะดูรายได้ ดูอาชีพค่ะ ว่าเราจะมีเงินจ่ายเขาตลอดรอดฝั่งมั้ย 

     กับอีกแบบก็คือไปเป็น Flatmate แชร์บ้านกับคนอื่นๆ ตอนไปดูบ้านก็จะมีการพูดคุยกับคนในบ้านค่ะว่าเขาโอเคกับเรามั้ย และเราโอเคกับเขามั้ย ถ้าโอเคก็ตกลงปลงใจอยู่ด้วยกันได้ค่ะ แบบนี้ก็จะชิลๆ หน่อย แต่แนะนำคือถ้าเป็นไปได้ก็ถามเขาเยอะๆนะคะ ตรงไหนที่เราไม่แน่ใจ เพราะเคยเจอมาแล้วค่ะ ตอนคุยๆดูบ้านก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่พอย้ายเข้าบ้านเท่านั้นแหละ บอกไม่ให้ดิฉันทำอาหารค่า ไม่ให้ใช้ครัวค่า! 

     หลังจากนั้นมาเหมือนเป็นปม ไปดูบ้านหลังไหนต้องถามว่าเธอๆ เราใช้ห้องครัวได้ใช่มั้ย? แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ขอเอกสาร tenancy agreement ค่ะ เอาให้เคลียร์ว่าค่าบอนด์เท่าไหร่ จ่ายวันไหน ย้ายออกต้องแจ้งล่วงหน้าเท่าไหร่ มีกฏหรือข้อห้ามอะไรบ้าง ให้ชัดเจนค่ะ เพราะตอนออกจะได้ไม่มีปัญหา ทุกอย่างจะลงตัวถ้าเรามีเอกสารค่ะ

 

     Thaiwahclub : ย้อนไปสมัยสมัครวีซ่า WAH ตอนนั้นคุณกิ่งก้อยเป็นรุ่นสุดท้ายที่ต้องไปนั่งรอที่ดย. ก่อนที่เราจะสมัครออนไลน์ได้แล้ว ช่วยเล่าประสบการณ์ตอนนั้นหน่อยค่ะ

     โอ้โหหหห อันนี้บันเทิงค่ะ ไม่รู้ใครรุ่นเดียวกันบ้าง น่าจะตอนปี 2010-2011 เป็นรุ่นสุดท้ายก่อนกดออนไลน์ แล้วคือตอนนั้นก้อยได้ไปรอบสองค่ะเหมือนรอบสำรอง เหลืออีก 20 ที่ที่ออสจะรับเพิ่ม คุยกันกับเพื่อนที่จะไปว่า แก!!! เราจะต้องเป็น 1 ใน 20 คน!! เท่านั้นแหละ รู้เลยว่ายากแน่ๆ 

     ถ้าเราไปตอน 8 โมงเช้าที่สท. (สมัยนั้นเรียกดย.ว่าสท.) เราต้องไม่ทันคนอื่นๆแน่ๆ เลยคุยกับเพื่อนจะลางานก่อนวันจริง 1 วัน สมมตินะคะว่าวันจริงที่รับสมัครคือวันพุธ นี่ชวนเพื่อนลางานตอนวันอังคาร แล้วไปเลยค่า ไปรอที่สท. ตั้งแต่วันอังคารตอนเที่ยง ไม่ได้ 1 ใน 20 ให้รู้ไป 

     แต่แล้วดิฉันไม่ใช่คนแรกค่า มีคนมาก่อนเที่ยงวันอังคาร เพราะมันมีสมุดให้ลงชื่อ ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นเราติดลำดับที่สิบกว่าๆ มั้งคะ แต่ 1 ใน 20 แน่นอน เพราะได้ลงชื่อก็ชิลค่ะ แต่ยังวนเวียนแถวนั้นอยู่ ไม่กล้าไปไหนไกล คงต้องนอนรอที่นั่นค่ะ คนก็เริ่มทะยอยมาลงชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ 

     และแล้วก็มาถึงตอนกลางคืน แน่นอนค่ะ พวกเรานอนกันที่สท. โอ้โห นึกภาพแรงงานต่างด้าวนอนเรียงราย แบบนั้นเลยค่ะ ฮ่าๆๆๆ มีเอาเกมส์มาเล่นกันบ้าง คุยกันบ้างตามประสา นอนจนเช้าค่ะ 

     ความตื่นเต้นเริ่มมา เพราะเขารับเพิ่มแค่ 20 คน แต่คนมาเป็นร้อยค่ะ! พอถึงเวลา 8 โมง ความโกลาหลก็มา เพราะกติกาคือยังไงควรเอาตามลำดับรายชื่อที่ลงไว้ หรือควรเอาลำดับว่าใครวิ่งมาหน้าประตูก่อน หรือยังไงดี นั่นแหละค่ะ ความวุ่นวายเริ่มมา 

     คนที่อยู่ใน 1 ใน 20 ก็ลงความเห็นว่าต้องเอาตามรายชื่อที่ลงกันไว้สิ แต่คนที่ไม่ใช่ 1 ใน 20 คือร้อยกว่าคนก็ไม่ยอมค่ะ บอกว่าไม่โอเค ไม่เอาตามรายชื่อ ทะเลาะกันไปมาจนตำรวจต้องเข้ามาดูสถานการณ์ค่ะ ตื่นเต้นมาก 

     แล้วตอนนั้นก็วุ่นวายต้องโทรไปลาป่วยกับหัวหน้าเพิ่มเพราะต้องลางาน 2 วัน โอเคสุดท้ายได้ข้อสรุปว่าเขาจะออกใบสท. ให้ทุกคนที่มาในวันนี้ แต่ต้องไปแย่งกันขอวีซ่าเอาเอง จัดไปค่าาาา นึกในใจฉันมาทำอะไรตั้งแต่เที่ยงวันอังคาร หลังจากวันนั้นเขาเลยเปลี่ยนเป็นกดออนไลน์แทนเลยค่ะ

 

     Thaiwahclub : หลังกลับจาก WAH ที่ออสเตรเลียแล้ว ประสบการณ์ที่เราได้มีประโยชน์ต่อการกลับมาหางานทำของเราไหมคะ หรือกลายเป็นหายากกว่าเดิม

     มีค่ะ! เพราะตอนที่ก้อยได้งานที่ SCG บริษัทใหญ่โตค่า ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ทำงานที่นี่  ที่แน่ๆ คือตอนสัมภาษณ์เขาก็ถามเกี่ยวกับออสเตรเลียที่เราไปมาค่ะ 

     จนพอได้ทำงานที่นี่ ประธานบริษัทที่สัมภาษณ์ตอนนั้นเขาบอกว่าที่รับมาทำงานเพราะเห็นถึงความถึกและอดทนจากสมัยที่ทำงานที่ออส ฮ่าๆๆๆ ปรบมือค่ะ ความถึกของเราไม่สูญเปล่า 

     และนอกจากนั้นคือก้อยรู้สึกว่าการไปออสครั้งนั้น ทำให้เราเรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง เรียนรู้การใช้ชีวิต เอาจริงๆ พอกลับมาทำงานที่ไทย เราเจอหลายๆ ปัญหา แต่เรารู้สึกว่าเราสามารถผ่านมันไปได้ไม่ยากเย็น เหมือนเรามองโลกกว้างขึ้น มองโลกหลายด้าน มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาและฝึกการมองโลก การไปออสเตรเลียทำให้เรามีความอดทนมากขึ้นด้วย ความถึกที่บอกค่ะ สู้ในทุกสถานการณ์ ยิ้มไว้ สวยเข้าไว้ค่ะ

 

     Thaiwahclub : จากที่เคยไปมาทั้ง 2 โครงการ อยากให้เปรียบเทียบการใช้ชีวิตทั้ง 2 ประเทศหน่อยค่ะ 

     ออสกับนิวต่างกันเยอะค่ะ คือต่างที่ตัวก้อยเอง มันเลยทำให้ทั้งสองที่นี้ต่างกัน เพราะตอนมาออสตอนนั้นยังเป็นวัยใสค่ะ น่าจะอายุ 25 มั้งคะ หาบ้าน หางานนี้อยู่แต่กับคนไทยค่า หาจากในเว็บไทยหมดเลย ไม่คิดอะไรเยอะค่ะตอนนั้น เน้นเที่ยว สนุกสนาน งานไม่คิดเยอะ บ้านก็แล้วแต่เลย เพื่อนอยู่ไหนเราไปด้วย  

     แต่พอมานิวเราดูมีเป้าหมายด้วยวัย 30 ตอนที่มา เราอยากมาพัฒนาภาษาอังกฤษด้วย เราเลยเลือกสิ่งแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษ มารอบนี้ก็เลยเจอคนไทยไม่เยอะมากค่ะ แต่ที่เจอก็มีแต่คนดีๆ น่ารักๆ ทั้งนั้นที่ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ 

     จริงๆ แล้วคิดว่าที่นิวซีแลนด์กับออสเตรเลียสภาพแวดล้อมก็น่าจะคล้ายๆ กันนะคะ แต่ก้อยไม่แน่ใจเรื่องหางานที่ออส เพราะที่บอกตอนนั้นเว็บไทยอย่างเดียวค่า ร้านอาหารอย่างเดียวพอ แต่ถ้างานแบบเป็นเรื่องเป็นราวก้อยก็ไม่เคยได้หาที่นั่นเหมือนกัน แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของทั้งสองที่ก็จะคล้ายๆ กันค่ะ ที่ออสก้อยอยู่เมืองเมลเบิร์นก็จะแสงสีเยอะหน่อย ชอบค่ะ ตอนนี้ก้อยอยู่ที่โอ๊คแลนด์ ก็จะสงบๆ แบบที่บอก หรืออาจจะด้วยวัยที่อายุมากขึ้น อะไรๆ ก็เลยเปลี่ยนไป ฮ่าๆๆ

 

     Thaiwahclub : ส่วนตัวชอบที่ไหนมากกว่ากันคะ 

     ถ้าถามจริงๆ ส่วนตัวก้อยชอบที่ออสมากกว่านะคะ คือดูมีความหลากหลายกว่า ที่บอกคือจะให้ก้อยไปเดินป่าเดินเขา อยู่กับท้องทุ่งทะเลทุกวันก็อาจจะไม่ใช่แนวค่ะ ยังอยากอยู่กับแสงสีและความบันเทิงอยู่ค่ะ  

     แต่จริงๆ นิวซีแลนด์ก็ไม่ได้ขนาดนั้นค่ะ ก้อยอาจจะเว่อร์ไป ฮ่าๆๆ ที่ท่องเที่ยวบันเทิงก็มีอยู่นะคะ แต่คิดว่านิวซีแลนด์ในการเริ่มต้นหรือการขอวีซ่าต่างๆ อาจจะแลดูของ่ายกว่าที่ออสนิดนึงค่ะ โอกาสการได้งานต่างๆ ก้อยคิดว่ามีมากกว่า อาจจะด้วยการแข่งขันที่น้อยกว่าทางด้านประชากรและอื่นๆ ค่ะ แต่ด้วยความที่ทั้งสองประเทศใกล้กันก็สามารถขอวีซ่าท่องเที่ยวไปมาหาสู่กันได้ค่ะ 

 

     Thaiwahclub : สุดท้ายแล้วฝากข้อคิดหรือสิ่งที่อยากบอกกับคนที่อยากไป WAH หรือ WHS หน่อยค่ะ

     จริงๆ แล้วก้อยก็อาจจะเป็นเหมือนหลายๆ คนที่ลังเลว่าจะมาดีไม่มาดี เพราะงานที่ไทยก็ลงตัวดีแล้ว มาแล้วจะได้งานมั้ย จะดีมั้ย เอาจริงๆ ไม่มีใครรู้หรอกค่ะแต่เราควรมีเป้าหมายว่าเราจะมาเพื่ออะไร แล้วเราจะพยายามพาตัวเองไปสู่จุดนั้นค่ะ  

     หลายคนที่มาบางทีก็ชอบ แต่บางคนอยู่ได้ไม่นานก็กลับ แล้วแต่คนจริงๆค่ะ บางคนมีภาระที่ไทยเยอะ บางคนชิลๆ อยู่ยังไงก็ได้ ต่างคนต่างปัจจัยค่ะ ลองบวกลบคูณหารในหัวดูว่าชีวิตควรจะเป็นยังไง 

     ก่อนก้อยจะมานิว ก้อยคิดหนักมาก เพราะงานที่ไทยคือดีทุกอย่างลงตัว แต่ตอนนั้นเหมือนโอกาสสุดท้ายเพราะอายุ 30 แล้ว และคิดว่าถ้าเราไม่ได้มาเราคงจะเสียใจไปตลอดชีวิต อย่างน้อยมาให้ได้รู้ ส่วนถ้าดีไม่ดียังไง กลับไปไทยยังไงเราก็คงต้องหางานให้ได้ คือในหัวคิดวุ่นวายมาก แต่สุดท้ายรู้สึกว่าโอกาสมันไม่ได้มาง่ายๆ และเรากดโควต้าได้แล้ว เอาน่าถ้ามันไม่ดีก็ค่อยกลับมาหางานที่ไทยต่อ สุดท้ายก็เลยได้อยู่มาถึงทุกวันนี้นี่แหละค่ะ 

     เรื่องประกันสุขภาพก้อยคิดว่าสำคัญนะคะ เพราะปีแรกที่เรามาจะยังใช้สวัสดิการของที่นี่ไม่ได้ ตอน 2-3 เดือนแรกที่มาถึงช็อคมากค่า ไม่คิดไม่ฝันว่าจะต้องมาตรวจมะเร็งที่นี่ ทั้ง Mammograms, Ultrasound, Biopsy ทำหมดค่ะ ซึ่งค่าใช้จ่ายมากทีเดียว ทำงานมาก็มาหมดกับค่าตรวจนี่แหละค่ะ 

     สุดท้ายผลออกมาคือปลอดภัยค่า ดีใจน้ำตาแทบไหล ดีที่ก้อยทำประกันสุขภาพมาแต่ทำแบบถูกสุดค่ะตอนนั้นคิดว่าคงไม่ได้ใช้ พอจะเบิกก็เลยเบิกได้แค่ค่าปรึกษาหมอแค่นั้นค่ะ แต่คือค่าหาหมอเฉพาะทางแต่ละครั้งก็ราคาแพงใช้ได้เลยค่ะ นอกนั้นก็จ่ายวนไป จึงแนะนำให้ทำประกันไว้ค่ะเพราะหากเกินเหตุไม่คาดฝันเราจะได้ไม่ช็อคจนเกินไป

     ส่วนอีกเรื่องที่อยากแนะนำคือก้อยเชื่อมั่นนะคะว่าคนไทยที่มานี่หลายๆ คนมีความสามารถ จบโท จบตรีกันมาดีๆ ทั้งนั้น แต่เราจะต้องหาวิธีเอามาใช้ค่ะ หางานต้องหาหลายๆ ทาง ใน google นี้พิมพ์ไปเลยค่ะ เว็บไหนมีสมัครงานอะไร กดเข้าไปดูเยอะๆ สมัครไปเยอะๆ เลย 

     ตอนแรกเวลาส่ง CV ไป บางบริษัทเขาก็จะส่งอีเมลปฏิเสธแบบสุภาพมา หลังๆ ได้เยอะจนเราเริ่มชินค่ะ แต่อย่าไปท้อ เพื่อนบางคนส่งไป 100-200 งาน แต่อย่าลืมต้องทำ CV ดีๆ ให้น่าสนใจนะคะ ในส่วนของ Linkedin ก็ลองสมัครดูค่ะ เพราะบางทีอาจจะมี Recruit มามองๆ หาคนในนั้น 

     Connection สำคัญค่ะ ยิ่งรู้จักคนมาก โอกาสได้งานก็มากค่ะ และจะบอกว่าอย่าไปกลัวค่ะ เรามาถึงจุดนี้ได้แล้ว ลุยเท่านั้น ตอนแรกๆ อาจจะไม่กล้า แต่พอเราผ่านจุดนั้นมาได้ทุกอย่างจะชิลค่ะ พวกงาน casual job, part time มีเยอะค่ะ พวกตามสนามกีฬา งานคอนเสิร์ต ทุกที่เราไปสมัครได้หมดค่ะ ขอเพียงแค่เราต้องขวนขวายหางาน เพราะงานมันไม่มาหาเราเองอยู่แล้วค่ะ 

     พยายามทำงานที่มีการจ่าย tax ถูกต้อง เพราะถ้าเราอยากอยู่ยาวๆ เขาก็ดูหลายๆ อย่างค่ะ ว่าเรามีการมีงานจ่าย tax รึเปล่า คือถ้าเราทำตัวถูกต้องตามกฎหมาย เวลาขอวีซ่าอะไรมันก็จะราบรื่นกว่าค่ะ ไม่ต้องมีคำถามมากมาย 

     สุดท้ายก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อยากมานะคะ มาลองเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ครั้งนึงในชีวิต คือมันอาจจะไม่ง่าย แต่ก็เชื่อว่าไม่ยากเกินความสามารถของพวกเราค่ะ :-)

 

     จริงๆ แล้วการไป Working Holiday ทั้งของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป แล้วแต่ไลฟ์สไตล์และจุดประสงค์ของแต่ละคน แต่ไม่ว่ายังไงก็ควรศึกษาข้อมูลของทั้งสองประเทศก่อนจะกดเลือกเพื่อไม่ให้รู้สึกเสียดายทีหลังนะคะ

     ติดตามข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับวีซ่า Working Holiday การศึกษาต่อในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมถึงข่าวสารทั่วไปได้ที่เว็บไซต์ Thaiwahclub และเฟซบุ๊คเพจ Thaiwahclub.com

 

อ่านบทความสัมภาษณ์อื่นๆ