333 วันในออสเตรเลียกับ คุณ MEO ARTCHWAT

333 วันในออสเตรเลียกับ คุณ MEO ARTCHWAT

จากงานเบื้องหลังโทรทัศน์ สู่งานเบื้องหลังความอร่อย

บางครั้งความกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น ก็อาจจะทำให้ เราพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไปแต่สำหรับแขกรับเชิญพิเศษวันนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นคนหนึ่งที่ได้ก้าวผ่านพ้นความกลัว และได้ทำ ตามความฝันของตัวเอง ได้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในต่างถิ่นต่างแดนตามความฝัน

ก่อนอื่นแนะนำตัวเองก่อนเลยครับ ?

สวัสดีครับชื่อ อัชวัตร แสนศรี ชื่อเล่น แม้วครับ ตอนนี้ศึกษา ปริญญาโท ชั้นปีที่ 1 สาขา วาทวิทยา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครับ

ทราบมาว่าก่อนที่จะเดินทางไปออสเตรเลียก็มี ประสบการณ์ การทำงานมาก่อนแล้ว ?

ก็ต้องขอย้อนเล่าก่อนว่า หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี ก็ได้ เข้าทำงานที่บริษัท BEC TERO ENTERTAINMENT PCL ครับ ตำแหน่ง ตอนนั้นก็เป็น TV PROGRAMME COORDINATOR ก็ต้องถือว่าได้ทำงานตรงกับสาขาที่เรียนจบมาเลย คือจบ ผมจบ นิเทศาสตร์ สาขา วิทยุ โทรทัศน์ ก็ได้ทำงาน โทรทัศน์ ทำรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับเด็ก รายการ KIDS’WB ทำงานให้กับช่อง 3 เหมือนทุกอย่างจะลงตัว แล้ว งานที่ทำก็ทำมา4 ปีเต็ม ก็เป็นสิ่งที่ชอบด้วย ได้พบปะผู้คน ได้ทำงานอยู่ เบื้องหลัง ได้เจอนักดาราแสดง ได้เขียบทรายการโทรทัศน์ ได้ลงเสียงให้ รายการโทรทัศน์ ได้ดูคอนเสริต์ต่างประเทศฟรี ก็เหมือนทุกอย่างจะลงตัว แต่วันหนึ่งเราก็ได้มาลองถามตัวเองดูว่า เราจะอยู่กับสิ่งนี้ไปนานเท่าไหน สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ คือคำตอบสุดท้ายในชีวิตเราหรือเปล่า และ มีอะไรบ้างที่เราอยากทำ เเล้วยังไม่ได้ทำบ้าง ถ้าไม่ได้ทำแล้วจะเสียดาย

ก็ได้คำตอบมาว่าเรายังอยากทำอะไรอีกมากมายเลย เราอยากไป ต่างประเทศ ไปที่ไหนสักที ไปเรียนก็ได้ หรือไปทำงานก็ได้ ไปหาประสบการณ์นอกตำรา คืออยากไปเปิดหูเปิดตาบ้าง แล้วจนวันหนึ่ง ไปพบพาดหัวในหนังสือพิมพ์ สมัครงานฉบับหนึ่ง พาดหัวข่าว “รัฐบาลออสเตรเลีย ร่วมกับรัฐบาลไทย แจกวีซ่าทำงานให้กับเยาวชนไทย 100 คน” เราเห็นปุ๊บก็ซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นมาอ่านรายละเอียดต่อ

ทันที ก็ได้รู้ว่า โครงการนั้นเรียกว่า โครงการ Work and Holiday Visa ที่ทางรัฐบาลไทยและออสเตรเลียได้เซ็นต์สัญญา FTA ร่วมกัน เพื่อมีการแลกเปลี่ยนเยาวชนไทย และ ออสเตรเลียกันโดยเงื่อนไขให้วีซ่าไปทำงาน อะไรก็ได้ สลับกับการท่องเที่ยว ที่ออสเตรเลีย เป็นระยะเวลาหนึ่งปีครับ

หนังสือเล่มนั้นถือเป็นการจุดประกายฝันเลยหรือเปล่า ?

ใช่ครับ มันเหมือนเป็นพรหมลิขิตที่ทำ ให้เราเดินไปเจอหนังสือพิมพ์เล่มนั้น และความคิดที่ว่าเรายังมีสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำก็ทำให้เราเลือกที่สนใจที่จะสมัครเข้าร่วมโครงการ Work and Holiday Visa แต่โครงการนี้เป็นโครงการที่ใหม่สำหรับประเทศไทยมาก เลยครับ คือโครงการได้เริ่มขึ้นที่ไทยเมื่อ ปี 2549 เป็นปีแรก พอมาถึงรุ่นผมก็เป็นรุ่นปี 2550 เป็นรุ่นที่ 2 เองครับ เราก็เกิดกลัวเป็นธรรมดาว่า จะเป็นไงบ้าง กลัวโดนหลอก กลัวสารพัดอย่าง เราก็พยายามหาข้อมูลในเน็ตมากมายทั้งไทย ทั้ง อังกฤษ เพราะ เราต้องทำความเข้าใจและรู้จักกับวีซ่าตัวนี้ให้มากที่สุด จนตัดสินที่จะสมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อเติมเต็มในสิ่งที่เรา
ต้องการ ในสิ่งที่เราฝันไว้

แล้วตัดสินใจนานหรือเปล่าที่จะลาออกกับงานที่ถือว่า มั่นคงเพื่อที่จะไปทำกับความฝันที่ยังมองไม่เห็นเลย ?

ค่อนข้างนานเหมือนกัน และก็ได้ปรึกษากับหลายคน ว่าคิดอย่างไร คุณพ่อ คุณแม่ ก็ได้ให้คำแนะนำอย่างดีกับเรา ว่าตลอดระยะเวลา ยี่สิบปีที่ผ่านมา ท่านก็ไม่เคยบังคับอะไรเรา ท่านทั้งสองต่างคอยดูอยู่ห่างๆเสมอมา และให้คำแนะนำเสมอมา และครั้งนี้ก็เช่นกัน

การตัดสินใจครั้งนี้ ก็เลยไม่นาน เพราะเราก็ได้ศึกษามาแล้วว่าเป็นโครงการระหว่างประเทศเลยนะ เป็นของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรเลีย แล้วพอดี เจ้านายของผมคือ คุณ Andrew Biggs ก็เป็นชาวออสเตรเลีย อยู่แล้ว ท่านก็ได้ให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับออสเตรเลียมากมายพร้อมทั้ง แนะนำเพื่อนท่านที่ออสเตรเลียให้รู้จัก ก็เลยทำให้เราอุ่นใจได้บ้างว่าอย่างน้อยเราไปที่นั่นก็มีคนที่รู้จักบ้าง ไม่ได้ตัวคนเดียวครับชีวิตการทำงานที่ออสเตรเลีย เป็นอย่างไรบ้างสนุกหรือ
เปล่า

ครับเรียกได้ว่าประสบการณ์ที่ออสเตรเลียนั้นเป็นชีวิตที่สนุกและเป็นความทรงจำที่ดี ตลอดระยะเวลา 333 วันเลยครับ แม้การเดินทางครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกในต่างประเทศ แต่ การเดินทางครั้งนี้เราก็ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ไปอยู่เป็นปี ไม่ใช่แค่ 3-4 วัน ที่เคยไปทำงานแล้วกลับ ก็เลยตื่นเต้นไม่น้อยเลยครับ

ไปถึงที่ออสเตรเลีย เมืองแรกที่ได้ไปคือ Adelaide ครับ เมืองหลวงทางตอนใต้ของออสเตรเลีย เป็นเมืองที่สงบเงียบมากครับ แต่งานค่อนข้างที่จะหายากมากด้วย ไปอยู่ที่นั่นได้ 2 สัปดาห์ ก็เลยตัดสินใจย้ายเมืองไปอยู่ที่ซิดนีย์ เพราะเมืองซิดนีย์ก็เหมือน กทม ที่เป็นเมืองใหญ่และคิดว่างานคงหาได้ไม่ยากนัก ไปถึงซิดนีย์ ได้ สามวัน ก็ได้งานทำ ก็เป็นงาน เสริฟที่ร้านอาหารไทยครับ ไปทำแทนเขา ทำได้สามอาทิตย์ ก็ได้งานใหม่ตำแหน่ง Food Production ที่โรงงานเกอรี่ Sky Crest มีเจ้าของฝรั่งชาวนิวซีแลนด์ เป็นเชฟเก่าที่ Opera House ทำที่นี้ได้หกเดือนตามกฎของวีซ่า และก็ได้งานใหม่ไปทำที่ร้านคาเฟ่ฝรั่งชื่อ Park View Restaurant ทำตำแหน่ง Café Assistance ครับเป็นร้านของบริษัท Eurest ของอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวกับด้านอาหารใหญ่ 1 ใน 5 ของโลก

งานที่ได้ทำคนละเรื่องกับที่เมืองไทยเลย แล้วต้องปรับตัว บ้างหรือเปล่า ได้เรียนรู้อไรที่นั่น และจะสามารถเอามาใช้ ที่ไทยอย่างไรบ้าง ?

ต่างมากเลยครับ จากงานออฟฟิต มาทำงานในครัว คือก่อนมาที่ออสเตรเลีย ก็รู้อยู่แล้วว่าลักษณะงานที่จะได้ไปทำ ต้องเป็นงานแนวบริการ งานแรงงาน ประสบการณ์ 4 ปี ที่เมืองไทย กับ งานโทรทัศน์แบบที่เราเคยทำเมืองไทย คงยาก แต่ใช่ว่าเราจะไม่ลองหางานโทรทัศน์ทำเลย เราก็สมัครไปเกือบ 10 ที่ แต่ไม่ได้ มีแต่จดหมาย ปฎิเสธ เพราะวีซ่าเราทำงานได้สั้นแค่ 6 เดือน ต่อการทำงานแต่ละที่ เป็นเหตุผลสำคัญ ที่เราไม่ได้ทำงานโทรทัศน์ แต่ถามว่าเสียใจไหม ก็นิดหน่อย แต่เราเสียใจนานไม่ได้ เราต้องดำเนินชีวิตต่อไป อีกตั้งหนึ่งปี ก็เลยมองในแง่บวกแทนว่า ดีใจจัง เราจะได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยได้ทำมาก่อนที่เมืองไทย เราจะได้สนุกและเรียนรู้งานใหม่ๆ พอมาคิดแบบนี้ เราก็สบายใจและมีความสุชกับสิ่งที่ได้ทำทุกวัน ไม่เคยเบื่อ

การปรับตัวก็ต้องมีเป็นธรรมดา อยู่ที่เมืองไทย เราเป็นฝ่ายที่ได้รับบริการ แต่ไปอยู่ที่ออสเตรเลีย เราต้องไปบริการคนอื่น แต่โชคดีที่เราเป็นคนที่ยิ้มแย้ม แจ่มใส และชอบ เทคแคร์ ดูแลคนอื่นอยู่แล้ว ก็เลยทำให้ทำงานทั้งสองที่ผ่านไปด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ออสเตรเลีย

ผมโชคดีที่เป็นเกิดเป็นคนไทย เพราะเราได้รับการปลูกฝังสิ่งที่ดีๆ ในการวางตัว เพราะคนไทยเป็นคนมีจิตใจดี งดงาม อ่อนน้อม ถ่อมตน และมีใจบริการเป็นทุนเดิม อยู่แล้ว คนออสเตรเลียเลยค่อนข้างที่จะพอใจ เมื่อได้ร่วมงานกัยคนไทยครับ

อีกอย่างผมโชคดีด้วยที่ได้ร่วมงานกับหัวหน้าที่เก่งและคอยสอนงานให้เราเรียนรู้ บางครั้งเขาไม่จำเป็นต้องพูด แต่เราเห็นการกระทำของหัวหน้าทำ เรายังรู้สึกชื่นชอบ และอยากเอาเป็นแบบอย่าง เราอยากเป็นหัวหน้าที่มีลูกน้องรักมากๆอย่างเขาครับ ตลอดระยะเวลาที่ทำงานด้วยกัน 6 เดือน ผมไม่เคยเห็นสักวันที่หัวหน้าจะหน้าตาบูดบึ้ง ไม่รับแขกผมเห็นแต่รอยยิ้มของเขา สิ่งนั้นทำให้เรารู้ว่านั่นแหล่ะเป็นการบริการที่ดีที่ลูกค้าได้มากกว่าที่คาดหวังไว้ครับ เราทำไม่ดี เราทำผิดพลาดลูกค้าเอาไปบอกต่อเป็นสิบคนว่าเราไม่ดี แต่ เราทำดี บางครั้งการบอกต่อมีแค่เพียงคนเดียว เห็นหรือเปล่าครับว่า แตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีความตั้งใจในการให้การบริการที่ดีแก่ลูกค้าเสมอครับ

อยากฝากอะไรตอนท้ายถึงคนอ่านบ้างหรือเปล่า ?

คงฝากถึงเรื่องการก้าวตามฝันของคนเราน่ะครับ ผมว่าทุกคนเนี่ย ย่อมมีความฝันที่ต่างกันออกไป แล้วเราเคยมานั่งทบทวนดูหรือเปล่าว่า ไอ้ความฝันที่เราฝันไว้นั้น เราทำตามฝันนั้นแล้วหรือยัง มีอะไรที่จะไม่เป็นเพียงแค่ความฝันและสามารถเป็นความจริงได้ บางครั้งความกลัว ความไม่มั่นใจ ในการทำความฝันของเราอาจทำให้เราพลาดโอกาสสานฝันไปบ้าง แต่ผมคิดว่า หากเรากล้าที่หลุดออกมา แล้วมาลองดูสักครั้งหนึ่ง มาลองทำซิ ว่าที่เรากลัว เราไม่กล้า แท้จริงเป็นอย่างไร เกิดมาทั้งทีไม่ลองก็ไม่รู้ครับ เป็นกำลังใจแด่เพื่อน ๆ คนช่างฝันทุกคนครับ ขอบคุณมากครับ

Written by :
admin
 
Comments (0)add comment

Write comment
smaller | bigger

security image
Write the displayed characters


busy

ผู้สนับสนุน